การเคหะแห่งชาติ ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัยปี 2561 จำนวน 27,075 หน่วย เผยรายละเอียดโครงการแต่ละประเภท บ้านเคหะประชารัฐยอดขายกระฉูด 12,013 หน่วย หรือ 97% พร้อมเร่งเสนอบางโครงการให้ ครม.อนุมัติภายในเดือนกันยายนนี้ ส่วนโครงการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน บางรูปแบบที่มูลค่าโครงการต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท การเคหะแห่งชาติสามารถทำเองได้เลย ยกเว้นเกิน 5,000 ล้านบาท ต้องให้ ครม.อนุมัติ

ดร.ธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวถึงการขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัยว่า การเคหะแห่งชาติตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัยปี 2561 จำนวน 27,075 หน่วย ตามแผนการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560 - 2579) โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1.โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย 7,327 หน่วย เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของ
ผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากไม่สามารถซื้อหรือเข้าถึงที่อยู่อาศัยประเภทเช่าที่ได้มาตรฐานในตลาดได้ โดย
การเคหะแห่งชาติจัดทำที่อยู่อาศัยประเภทเช่า แบ่งเป็นโครงการที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว 494 หน่วย ได้แก่ โครงการอาคารเช่ากระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร โครงการอาคารเช่าเชียงใหม่ (หนองหอย) และโครงการอาคารเช่านครสวรรค์ 2 ระยะ 2 และโครงการที่จะเสนอ ครม.เห็นชอบภายในเดือนกันยายน 2561 จำนวน 6,833 หน่วย ได้แก่ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 - 4 จำนวน 6,212 หน่วย และโครงการอาคารเช่าลำปาง 621 หน่วย

2.โครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชน (เช่าซื้อ) 5,649 หน่วย โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ประกอบด้วย โครงการที่ ครม.เห็นชอบแล้ว 1,924 หน่วย ได้แก่ โครงการเคหะชุมชนชลบุรี (ห้วยกะปิ) 1,104 หน่วย และโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าลำลูกการะยะที่ 1 จำนวน 820 หน่วย และโครงการที่จะเสนอ ครม.ภายในเดือนกันยายน 2561 เป็นโครงการเคหะชุมชนทั่วประเทศ 12 โครงการ 3,365 หน่วย และโครงการบ้านเคหะกตัญญู (คลองหลวง 1) 192 หน่วย

3.โครงการบ้านพักข้าราชการ 798 หน่วย โดย ครม.อนุมัติให้ความเห็นชอบทั้งหมดแล้ว ประกอบด้วย โครงการบ้านหลวงของกรมประชาสัมพันธ์ 192 หน่วย โครงการบ้านสวัสดิการข้าราชการ
(เช่าซื้อ) จ.สงขลา 491 หน่วย และโครงการบ้านสวัสดิการข้าราชการ (เช่าซื้อ) จ.ปัตตานี 115 หน่วย

4.โครงการเคหะประชารัฐ ประกอบด้วย โครงการบ้านเคหะประชารัฐ (สินเชื่อเคหะประชารัฐ)
ตั้งเป้าขาย 13,301 หน่วย สร้างโอกาสในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายให้มีที่อยู่อาศัยได้มาตรฐาน โดยการเคหะแห่งชาติได้ประสานสถาบันการเงินของรัฐพิจารณาให้สินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรนแก่ลูกค้า ซึ่งมียอดขายสะสมปัจจุบัน ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 จำนวน 12,013 หน่วย คิดเป็น 90 %

อีกโครงการคือ โครงการร่วมมือภาคเอกชน (Public Private Partnership-PPP) ซึ่งเป็นการร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาที่อยู่อาศัย และเป็นทิศทางใหม่ของการเคหะแห่งชาติ ประกอบด้วย

การร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน (Joint Investment) ตาม พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป ขณะนี้ผ่านการอนุมัติในหลักการจากคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติแล้ว 3 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมเคหะชุมชนเชียงใหม่ (หนองหอย) พื้นที่ 52 ไร่ โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมร่มเกล้า 128 ไร่ และโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 3 และ 4 รองรับผู้อยู่อาศัยใหม่พื้นที่ 92.91 ไร่ ในขณะที่มีโครงการที่อยู่ระหว่างศึกษา ได้แก่ โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสวัสดิการข้าราชการและเชิงพาณิชย์ 136 ไร่
อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ และโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสวัสดิการข้าราชการและเชิงพาณิชย์ เนื้อที่ 118 ไร่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

โครงการร่วมดำเนินการกับภาคเอกชน (Joint Operation) มูลค่าโครงการต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท สามารถดำเนินการได้ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของการเคหะแห่งชาติ ในเบื้องต้นได้คัดเลือกแปลงที่ดิน 4 พื้นที่ ได้แก่ พัทยา (เทพประสิทธิ์) ปทุมธานี (ปทุมวิไล) ประชานิเวศน์ 3 และ สมุทรปราการ (บางปู) “ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดคุณสมบัติของผู้ร่วมดำเนินการและหลักการดำเนินงาน” ดร.ธัชพลกล่าว

สุดท้าย โครงการสนับสนุนโครงการภาคเอกชน (Joint Supporting) มูลค่าโครงการต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทเช่นกัน โดยการเคหะแห่งชาติจะเป็นที่ปรึกษาให้ภาคเอกชนในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและการบริหารจัดการงานก่อสร้าง ในเบื้องต้นกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานไว้ 10 - 20 พื้นที่ในส่วนภูมิภาค
“เราจะทำหน้าที่เสมือนเป็นพี่เลี้ยง เพราะมีประสบการณ์พัฒนาที่อยู่อาศัยมายาวนานหลากหลายรูปแบบ โดยเอกชนเป็นฝ่ายลงทุน ซึ่งได้รับความสนใจและตอบรับไม่น้อยทีเดียว” ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าว