ยูร กมลเสรีรัตน์
k_yoon_w_c@hotmail.com_

นักเขียนเทพศิรินทร์ท่านแรกที่ขอกล่าวถึงคือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ ในวัยเยาว์เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา เมื่อปีพ.ศ.2468 แล้วย้ายตามพระบิดาเข้ากรุงเทพฯ เข้ารับการศึกษาต่อที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จากนั้นไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ พระองค์ทรงศึกษางานละครที่อังกฤษและภาพยนตร์ที่ฮอลลีวู้ด เมื่อกลับมาทรงก่อตั้งบริษัทละโว้ภาพยนตร์ร่วมกับหม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา ชื่อ “บริษัทละโว้”นี้คุ้นหูคนยุคเก่าหลายต่อหลายคนและทรงสร้างภาพยนตร์ขาวดำเรื่อง“หนามยอกหนามบ่ง”เป็นเรื่องแรกเมื่อ ปีพ.ศ. 2479

พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในบรรดาผู้สร้างภาพยนตร์ยุคบุกเบิกและผู้นำความแปลกใหม่มาสู่วงการภาพยนตร์ไทยในยุคที่เปลี่ยนจาก 16 ม.ม.เป็น 35 ม.ม. ภาพยนตร์เด่น ๆ ได้แก่ นางทาส, เงิน เงิน เงิน,เชลยศักดิ์,วนิดา เป็นอาทิ ภาพยนตร์เรื่อง“เงิน เงิน เงิน” ซึ่งเป็นบทพระนิพนธ์ของพระองค์ นำแสดงโดยมิตร ชัยบัญชา-เพชรา เชาวราษฎร์ ที่พบกันเป็นครั้งแรก จำได้ว่าสมัยเรียนอยู่มัธยมต้น เป็นหนังไทยแนวรีวิวเพลงตลอดเรื่องที่ดังมากและเป็นการชุมนุมดารามากที่สุด

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคล

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการทรงได้รับรางวัลพิเศษ“ดาราทอง” ในงานภาพยนตร์แห่งชาติ รางวัลพระสุรัสวดี ครั้งที่ 16 ประจำปีพ.ศ. 2535 และได้รับยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ (ละครและภาพยนตร์) ประจำปี พ.ศ. 2539

นอกจากทรงพระนิพนธ์บทภาพยนตร์และกำกับภาพยนตร์แล้ว ยังมีผลงานเขียนสารคดีเรื่อง“ไปเมืองนอก” ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทสารคดี ในการประกวดหนังสือดีเด่นของกระทรวงศึกษาธิการเมื่อปีพ.ศ. 2529 คำนิยมโดยม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นบันทึกเรื่องราวการไปศึกษาต่อต่างประเทศในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งแตกต่างกับสมัยนี้มาก โดยเฉพาะชีวิตความเป็นอยู่ของนักเรียนในสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นทางราชการหรือครอบครัวส่งไป ทุกคนต้องต่อสู้กับชีวิตขณะเรียนอยู่ต่างประเทศเป็นเวลาหลายปี จุดมุ่งหมายเดียวคือเพื่อให้ได้ความรู้กลับมารับใช้ประเทศชาติ

หนังสือสารคดีเล่มนี้รู้สึกว่ามีการพิมพ์ซ้ำ แต่จำไม่ได้ว่ากี่ครั้ง ส่วนครั้งแรกจัดพิมพ์โดยบริษัท พี. วาทิน พับลิเคชั่น หรือต่วย’ ตูน นอกจากนี้ทรงพระนิพนธ์นวนิยายแนวพีเรียดหรือย้อนยุคเรื่อง“ตะวันจวนสิ้นแสง” เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์สะท้อนสังคมก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยถึง 5 แผ่นดิน ส่วนนวนิยายเรื่อง “แหวนทองเหลือง” เดิมทีเป็นบทพระนิพนธ์ที่สร้างเป็นภาพยนตร์ ในเวลาต่อมานำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์อีก 4 ครั้ง คิดว่าหลายคนคงจำได้ ส่วนงานเขียนเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ตีพิมพ์ในหนังสือต่วย’ ตูน

ศาสตราจารย์พิเศษ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร

ศาสตราจารย์พิเศษ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร พระองค์ทรงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ เมื่อปี พ.ศ.2464 เลขประจำพระองค์ 1824 ทรงรับราชการตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อปีพ.ศ. 2510 และเอกอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็ม ประจำราชสำนักเนปาล เมื่อปีพ.ศ. 2511 ประจำราชสำนักอัฟกานิสถานเมื่อปีพ.ศ. 2512 และราชสำนักเดนมาร์ก ณ กรุงโคเปนเฮเกน เมื่อปีพ.ศ. 2515

ศาสตราจารย์พิเศษ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร ทรงมีความสามารถในด้านอักษรศาสตร์ เป็นทั้งกวีและนักแปล ใช้นามปากกา“เปรมไชยา” เท่าที่สืบค้นได้ ผลงานเขียนได้แก่ ธรรมมาธรรมะสงคราม,สุนทรภู่ ไปยุโรป ทรงรับราชการในตำแหน่งกรรมการสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,กรรมการสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ,ผู้อำนวยการแผนกภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,นายกสมาคมฝรั่งเศสและกรรมการแห่งคณะกรรมการว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ

อบ ไชยวสุ

อบ ไชยวสุ คุณปู่นักเขียน ผู้รุ่มรวยอารมณ์ขัน มีงานเขียนแนวหัสคดี(Humor)หรือเรียกกันสมัยนั้นว่า แนว“ชวนหัว” มากมาย ผมว่าชื่อนี้สื่อความหมายตรงมาก อ่านแล้วชวนให้หัวเราะ คุณปู่อบเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดชนะสงคราม โรงเรียนวัดราชบพิธและโรงเรียนเทพศิรินทร์ตามลำดับ จากนั้นเข้ารับราชการเป็นครูสอนวิชาภาษาไทยที่โรงเรียนเบญจมบพิตร ต่อมา ไปเป็นครูที่โรงเรียนเทพศิรินทร์และทำหน้าที่บรรณาธิการหนังสือ“แถลงการณ์ศึกษาเทพศิรินทร์” เป็นหนังสือของโรงเรียนที่ลือชื่อมากในสมัยนั้น ในเวลาต่อมาจึงลาออก ไปทำงานหนังสือพิมพ์

อบ ไชยสุเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์หลายฉบับและเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มนักประพันธ์ชื่อคณะ “สุภาพบุรุษ” เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2472 ออกหนังสือรายปักษ์ชื่อ “สุภาพบุรุษ” ร่วมกับ กุหลาบ สายประดิษฐ์,มาลัย ชูพินิจและ โชติ แพร่พันธุ์ งานเขียนของอบ ไชยวสุมีหลายนามปากกาได้แก่ อบ ไชยวสุ,ฮิวเมอริสต์, L.ก.ฮ.,ศัตราวุธาจาย์ ฯลฯ โดยเขียนเรื่อง 3 แนว คือเรื่องหัสคดี,เรื่องเกี่ยวกับภาษาไทย และเรื่องแปล ผลงานได้แก่ฮิวเมอริสต์ศิษย์ร้อยครู,ส้วมสาธารณะ,ตลกชีวิต,นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน,ภาษาไทยของเรา เป็นอาทิ

นามปากกา“L. ก.ฮ.” ตั้งขึ้นเพื่อล้อเลียนแกมประชดตัวเองในฐานะที่เป็นนักดื่มตัวยง เมื่อ อ่านออกเสียงก็เหมือน “แอลกอฮอล์” แต่ไม่เขียนตรง ๆ แม้แต่นามปากกา“นายฮูก สุราสิวดี” จะเห็นว่านามสกุลก็ออกเสียงล้อเลียนตัวเองสื่อความหมายให้รู้ว่า “สุราสิวะดี”(555+)

การที่ท่านเป็นครูโดยอาชีพ ใคร ๆ จึงเรียกท่านว่า “ครูอบ” ท่านเป็นครูภาษาไทย,นักหนังสือพิมพ์,นักเขียนเรื่องสั้นแนวชวนหัว ท่านได้รับเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (หัสคดี) ประจำปีพ.ศ. 2529 และได้รับยกย่องเป็นผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น รางวัลพระเกี้ยวทองคำในปีเดียวกัน

อบ ไชยวสุประกาศเลิกดื่มสุรา งดสังสรรค์กับเพื่อนฝูงอย่างเด็ดขาดตอนวันเกิดเมื่ออายุได้ 56 ปี ผมจำได้ว่าเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน น่าจะราว ๆ ปีพ.ศ. 2530 หรือ 2531สุวรรณี สุคนธา บรรณาธิการและเจ้าของนิตยสารลลนา นิตยสารที่เฟื่องฟูในยุคหนึ่ง ไปติดต่อ “ครูอบ”ให้เขียนคอลัมน์ ทั้งที่ก่อนนั้นมีนิตยสารไปติดต่อให้เขียน แต่ท่านปฏิเสธ จะด้วยเหตุใด ไม่อาจทราบได้ “ครูอบ”ตอบตกลง ทั้งที่ตอนนั้นท่านน่าจะประมาณ 80 กว่า แต่กว่าเท่าไหร่ ไม่แน่ใจ เพราะอายุ 90 ปี ท่านก็หยุดงานเขียน

จากวันที่ “ครูอบ”เลิกดื่มสุรา ท่านมีอายุยืนยาวต่อมาอีกหลายสิบปี ในขณะที่เพื่อนวันเดียวกันจากไปจนแทบไม่เหลือ บางคนจากไปก่อนหน้านี้เป็นเวลาหลายปี โดยที่สุขภาพของท่านยังแข็งแรง จนกระทั่งจากไปเมื่อปีพ.ศ. 2540 ขณะมีอายุ 96 ปี ในฐานะนักเขียนรุ่นหลาน ขอคารวะ “ครู อบไชยวาสุ”-นักประพันธ์ชั้นครูที่เป็นผู้นำและเป็นเลิศในแนวหัสคดี

อ่านต่อนที่ 1 https://siamrath.co.th/n/44710