ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

ทั้งที่ในชีวิตไม่เคยคิดที่จะลงเล่นการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเมืองระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น แต่อาจนับเนื่องเป็นเรื่อง ‘ชะตาฟ้าลิขิต’ ที่มนุษย์คนหนึ่งมิอาจกำหนดได้ เส้นทางชีวิตจึงผลิกพันอย่างสิ้นเชิง

จากเด็กชายตัวน้อยๆ ชื่อ “ตันฉ่าย” หรือ “คุณวุฒิ มงคลประจักษ์” ซึ่งมีปู่เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เชื้อสายจีนฮกเกี้ยนจากเมืองหนานอัน มณฑลฮกเกี้ยว อพยพจากเมืองจีนสู่ปีนัง ก่อนจะผ่านมาปักหลักสร้างฐานที่ “เบตง” บิดา “ตันซีฮ่าง แซ่ตัน” และ “ยิบเกียว แซ่หยิบ” ประกอบอาชีพค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ต่อมาจึงเริ่มธุรกิจค้าขายยางพารา เด็กชายตันฉ่ายเริ่มเล่าเรียนศึกษาครั้งเยาว์วัยที่มณฑลฮกเกี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะทางครอบครัวต้องการปลูกฝังรากเหง้าความเป็นจีนให้ เมื่ออายุ 8 ขวบจึงส่งตัวกลับเบตง ศึกษาเล่าเรียนต่อที่ “จงฝามูลนิธิ” โรงเรียนราษฎร์เก่าแก่ของเอกชนจัดตั้งโดยพ่อค้าประชาชนอำเภอเบตง กระทั่งจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มาจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 โรงเรียนบ้านเบตงสุภาพนุสรณ์ และจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนเบตงวีระราษฎร์ประสาน จากนั้นจึงเดินทางเข้ากรุง ไปเลือกเข้าศึกษาต่อในสายวิชาชีพที่ ช.ท.ย. หรือ “ช่างกลไทยสุริยะ”

หลังสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนช่างกลไทยสุริยะ เขาเตรียมตัวที่จะเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นหรือไต้หวันตามที่ได้วางแผนไว้ แต่ขณะอยู่ระหว่างการเตรียมการศึกษารายละเอียดอะไรต่างๆ ก็เกิดเงื่อนไขที่ทำให้ต้องเลือกเส้นทางชีวิตใหม่ เมื่อบิดาให้เหตุผลว่าตนเองอายุมากแล้ว ตั้งใจจะดำเนินธุรกิจของครอบครัวต่อไปแต่ก็คงไม่คล่องตัวเหมือนเก่าเพราะเรี่ยวแรงถดถอย ต้องการให้ทายาทได้สืบสานธุรกิจต่อ จึงขอร้องให้ช่วยกลับมาดูแลธุรกิจแทน ด้วยคำขอจากบิดา ทำให้เขาจำต้องเดินทางสู่แผ่นดินเกิด “เบตง” ในปี พ.ศ.2512 ด้วยวัยขณะนั้นเพียง 22 ปี

11 ปีต่อมา เมื่ออายุ 33 ปี “คุณวุฒิ มงคลประจักษ์” จำต้องนำพาชีวิตหันเหเข้าสู่วังวนการเมืองท้องถิ่นด้วยความสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนชาวอำเภอเบตง เนื่องจากมองเห็นถึงความอ่อนน้อม มุ่งมั่น สุจริตยุติธรรม ในการประกอบอาชีพ จนสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตขณะอายุยังไม่มากนัก กลายเป็นคนหนุ่มที่ “น่าจับตา” ของชุมชนชาวเบตง ขณะนั้นเป็นห้วงเวลาที่เทศบาลตำบลเบตงมีนายกเทศมนตรีชื่อ วิศิษฐ์ คงคา บรรยากาศเมืองเบตงเวลานั้นเหตุการณ์ในพื้นที่เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะปัญหาจากพรรคคอมมิวนิตส์มลายา (พคม.)

แรกเริ่มที่ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกเทศบาลเมื่อปี 2523 เพราะได้รับการชักชวนจากปลัดอำเภอคนหนึ่งซึ่งสนิทสนมกันมาก และรู้จักกับ วิศิษฐ์ คงคา ซึ่งกำลังต้องการตัวแทนจากคนมุสลิมและคนไทยเชื้อสายจีน เข้าร่วมทีมสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเบตง จากจำนวนทั้งหมด 12 คน จึงอาสามาชวนคุณวุฒิร่วมทีมด้วย กระทั่งตกปากรับคำสมัครเข้าร่วมทีมจนได้รับเลือกตั้ง และรับตำแหน่ง “เทศมนตรี” เป็นครั้งแรก จากนั้นจึงพยายามเรียนรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับระบบราชการ รวมถึงเรื่องสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ ในที่สุดพบว่าแม้พื้นที่เบตงจะมีศักยภาพเชิงภูมิศาสตร์สูงมาก แต่ปัญหาใหญ่ยังคงอยู่ที่เรื่องศักยภาพของ “คน” ซึ่งมีความหลากหลายมาก จึงตั้งใจว่าจะต้องวางรากฐานของผู้คนและสังคมให้เข้มแข็งเป็นเบื้องต้น นั่นหมายถึงต้องทุ่มเทเรื่อง “การศึกษา” ให้มาก เพราะเชื่อและมั่นใจว่า หากผู้คนได้รับการบ่มเพาะด้านการศึกษาอย่างดีแล้ว ต่อไปจะกลายเป็นฐานรากสำคัญ เนื่องจากพื้นฐานเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องอาศัยองค์ประกอบและปัจจัยสำคัญหลายด้าน เพื่อเกื้อหนุนให้นำไปสู่แนวทางการศึกษาที่มีมาตรฐานเปี่ยมคุณภาพ

กล่าวได้ว่าด้วยความเป็น “ลูกที่” ทำให้คุณวุฒิเข้าใจคุณลักษณะเด่นของพื้นที่อย่างลงลึกถึงแก่น โดยเฉพาะสภาพทางสังคมของเบตงมีผลต่อการวางรากฐานทางการศึกษาอย่างมาก เนื่องจากมีความหลากหลายของผู้คนหลายเชื้อชาติศาสนา เฉพาะคนไทยเชื้อสายจีนยังมีถึง 5 กลุ่มใหญ่ คือ ฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว จีนแคะ ไหหลำ และกวางตุ้ง ซึ่งต้องอยู่ร่วมกับคนมลายูถิ่น จึงต้องใช้ความละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่งในการวางแผนดำเนินการเรื่องใดๆ ก็ตาม

ข้อต่อสำคัญครั้งหนึ่งของชีวิตซึ่งส่งผลต่อฐานการทำงานในเวลาต่อมาก็คือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2531 วันแรกที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง “นายกเทศมนตรีตำบลเบตง” เขาตั้งใจไว้ว่า เมื่อต้องตัดสินใจเป็นผู้นำท้องถิ่นแล้ว จะทุ่มเททำงานอย่างเต็มความสามารถ ด้วยเชื่อว่าบนที่ตั้งห่างไกลของความเป็นเบตง ยังมีจุดเด่นที่ทำให้กลายเป็นโอกาสให้ข้าราชการได้มานั่งปรึกษาหารือกันในการทำงาน ที่สำคัญ ในความหลากหลายของผู้คนยังมีสัมพันธภาพที่สามารถแปรเป็นพลังร่วมพัฒนาท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ปัญหาคือจะทำอย่างไรเท่านั้น? และเป็นความโชคดีที่เขามี “มิตรแท้” มากมาย แม้กระทั่งกับข้าราชการต่างหน่วยงาน จึงสามารถผนึกความสัมพันธ์เพื่อแปรเป็นพลังผลักดันให้เกิดแผนงานดีๆ ในพื้นที่ได้มาก โดยเฉพาะการวาง “ยุทธศาสตร์พัฒนาเมืองเบตง” ช่วยให้เห็นความแตกต่าง ภายใต้โครงสร้างใหญ่และทิศทางการขยายตัวของเมืองในขอบเขตนโยบายแห่งรัฐ ไม่จำกัดเฉพาะในเขตเทศบาลเบตงเท่านั้น ยังมีการขยายตัวด้านต่างๆ ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาเมืองให้เป็นไปตามวิถี ขณะเดียวกันต้องดำรงซึ่งอัตลักษณ์ของท้องถิ่นไว้ให้มั่นคงเช่นเดียวกัน

“เราจะทำทุกอย่างให้เบตงได้เติบโตอย่างมีทิศทางที่มั่นคง ตอบสนองกับวิถีชีวิตของประชาชนชาวเบตงอย่างแท้จริง และมุ่งสู่เป้าหมายของเมืองน่าอยู่ที่พวกเราต้องการ” นั่นคือปณิธานสำคัญที่วางไว้
เป็นที่น่าสนใจว่าคุณวุฒิและทีมงานทั้งหมดสามารถดำเนินโครงการต่างๆ ให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองเบตงอย่างต่อเนื่อง ตราบกระทั่งทุกวันนี้เมื่อเบตงถูกยกระดับให้เป็นหนึ่งในโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 4 ตุลาคม 2559 บนแนวนโยบายที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เชื่อมโยงเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเมืองหนองจิก จ.ปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมก้าวหน้าและครบวงจร เมืองเบตง จ.ยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพึ่งพำตนเองอย่างยั่งยืน และเมืองสุไหงโกลก จ.นราธิวาส เป็นเมืองต้นแบบการค้าชายแดนนานาชาติ

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดายว่า ขณะแผ่นดินถิ่นเกิดกำลังเคลื่อนตัวตามยุทธศาสตร์ที่ได้วางฐานรากไว้อย่างมั่นคง ชาวเบตงกลับต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งคนหนึ่ง “คุณวุฒิ มงคลประจักษ์” เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2561 ระหว่างเดินทางจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เพื่อต้องการกลับมารักษาอาการป่วยที่เบตงบ้านเกิดตามเจตนารมณ์ โดยได้สั่งเสียเป็นครั้งสุดท้ายว่า ขอให้ครอบครัวจัดงานบำเพ็ญกุศลอย่างเรียบง่ายที่สุด

ชื่อของเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของชายมากน้ำใจคนหนึ่งซึ่งเป็นที่รักของผู้คนมากมาย เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นที่ยอมรับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยราชการ มีบทบาทสำคัญในการจัดวางยุทธศาสตร์พัฒนาเทศบาลเมืองเบตงอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ผ่านการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

“ผมคงไม่มีผลงานเป็นอนุสรณ์อะไรที่จะมาแสดง แต่ที่ภาคภูมิใจจริงๆ คือการได้มีโอกาสร่วมพัฒนาบ้านเมืองโดยการศึกษาแนวทางต่างๆ แล้วกำหนดเป็นวิสัยทัศน์การพัฒนา โดยเน้นย้ำวิสัยทัศน์การพัฒนาให้เบตงเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว ศูนย์กลางการค้าของภูมิภาค ศูนย์การพัฒนาในเรื่องของการเพิ่มผลผลิตยางพารา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กำหนดให้เมืองเบตงเป็นต้นแบบของเมืองสมานฉันท์” ประกาศคำของ ‘คุณวุฒิ มงคลประจักษ์’ ผ่านบทสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนในวันที่มหาวิทยาลัยหาดใหญ่มอบ “ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์” เหมือนจะดังก้องกังวานไปอีกตราบนาน สำหรับอดีตนายกเทศมนตรี 6 สมัย ผู้จากไปในวัย 71 ปี