ณรงค์ ใจหาญ

หลักการใช้กฎหมายอาญา หรือกฎหมายมหาชนด้านอื่นๆ จะมีหลักการที่สำคัญคือ ต้องบังคับใช้โดยเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งนำไปสู่การบริหารงานอย่างเป็นธรรม ภายใต้หลักธรรมมาภิบาล ทั้งนี้ เพราะประชาชนทุกคนควรได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย หลักการนี้จึงถือว่าเป็นหลักที่สำคัญในการใช้กฎหมายที่จะสร้างความเป็นธรรมในสังคม เพราะหากใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการให้ประโยชน์แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือการงดเว้นไม่ใช้มาตรการทางกฎหมายแก่บุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลใด ผลที่ตามมาไม่เพียงแต่คนกลุ่มเหล่านั้นจะได้รับความเสียหาย หรือถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมแล้ว ยังมีผลต่อความศรัทธาในกระบวนการทางกฎหมายหรือผู้รักษาการให้เป็นไปตามกฎหมายด้วย

มักจะมีคำกล่าวอยู่เสมอๆ ว่า “กฎหมายอาญา มีไว้เพื่อใช้กับคนจน หรือคนที่ไม่มีความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย” ซึ่งคำกล่าวเช่นนี้ แสดงให้เห็นความไม่เชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้บังคับใช้กฎหมายในแต่ละเรื่อง จนนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาในประสิทธิภาพของกฎหมาย และประชาชนทั่วไป หมดความไว้วางใจในกฎหมาย ทั้งๆ ที่เป้าหมายของกฎหมายคือการสร้างความเป็นธรรมให้แก่คนในสังคม และป้องกันปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

ในทัศนะของผู้ออกกฎหมาย และผู้บังคับใช้กฎหมาย การใช้มาตรการทางอาญา เช่น ลงโทษจำคุก ปรับ ริบทรัพย์สิน ถือเป็นมาตรการที่ดีที่สุด อันจะทำให้ประชาชนปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แม้ว่าผู้นั้นจะไม่ได้เชื่ออย่างจริงใจตามหลักเกณฑ์นั้นก็ตาม ด้วยเหตุนี้ เมื่อใดก็ตามที่รัฐต้องการให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น ขับรถไม่เร็วเกินไป อันจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ หรือ ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ ก่อนที่จะมาขับรถ เป็นต้น กฎหมายจราจรจึงกำหนดให้ขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน ๙๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นจากการเกิดอุบัติเหตุ และโอกาสที่รถจะเสียหลักคว่ำลง หากเกิดอุบัติเหตุในช่วงความเร็วดังกล่าว หรือการที่จะตรวจตราว่า คนที่ขับรถนั้นมีใบอนุญาตขับขี่หรือไม่ ก็ต้องให้ผู้นั้นพกใบอนุญาตเพื่อให้เจ้าพนักงานตรวจสอบได้ หากไม่มีให้ตรวจสอบก็จะมีโทษปรับสูง การเพิ่มโทษเพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย และหวังว่า เมื่อโทษดังกล่าว มีจำนวนสูงมาก จะทำให้ประชาชนไม่กล้าที่จะกระทำความผิด จึงเป็นแนวคิดในการลงโทษเพื่อยับยั้ง (deterrence) แต่จะเกิดผลได้หากมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

การกำหนดโทษอาญาที่มีโทษจำคุกสูง หรือมีโทษปรับสูงในกฎหมายบางฉบับ เช่น กฎหมายจราจร กฎหมายประมง กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อป้องกันมิให้คนฝ่าฝืน ถือเป็นมาตรการหนึ่งที่ผู้เสนอกฎหมายและผู้บังคับใช้กฎหมายใช้เป็นกลไกที่จะปราบปรามการกระทำความผิดในอนาคต แต่ในทางกลับกัน หากผู้บังคับใช้กฎหมายบางคน ที่อาศัยโอกาสที่ความผิดนั้นมีโทษสูง เรียกร้องผลประโยชน์ด้านทรัพย์สิน แทนการจับหรือดำเนินคดี ก็จะเกิดความไม่เป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายได้ เพราะผู้กระทำความผิดจะชั่งน้ำหนักว่า หากจ่ายเงินหรือทรัพย์สินให้แก่เจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าที่จะถูกดำเนินคดี หรือถูกปรับตามกฎหมาย บุคคลเหล่านั้นก็จะเลือกที่จะจ่ายเงินแทนการถูกดำเนินคดี ปัญหาที่ตามมานอกจากจะไม่หยุดยั้งการกระทำความผิดแล้ว ยังก่อให้เกิดการกระทำความผิดอีกฐานหนึ่งคือ การเรียกรับสินบนของเจ้าพนักงาน ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ระหว่างคนที่ต้องการหลีกเลี่ยงกฎหมายและมีเงินพอ กับคนที่ฝ่าฝืนกฎหมายแต่ไม่มีเงินพอที่จะจ่ายให้แก่เจ้าพนักงานเพื่อให้ละเว้นการกระทำตามที่กฎหมายบัญญัติ และที่มีผลกระทบมากคือ การอำนวยความยุติธรรมก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม

ในเชิงนโยบายทางอาญาและแนวทางการกำหนดความผิดอาญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน มาตรา ๗๗ ที่กำหนดว่า ความผิดอาญาต้องนำมาใช้กับการกระทำที่ร้ายแรงเท่านั้น รวมถึงในนโยบายทางอาญา การกระทำที่ถือเป็นความผิดต้องกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ด้วยเหตุนี้ การกระทำที่เป็นเรื่องของการจัดระเบียบในสังคม เพื่อให้สังคมมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย หรือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักเกณฑ์การใช้บังคับของกฎหมาย การกระทำเหล่านี้ควรใช้มาตรการทางปกครอง เช่นการตักเตือน การสั่งให้แก้ไข หรือสั่งปรับไป ไม่ต้องใช้มาตรการทางอาญามาใช้บังคับ

เมื่อพิจารณาจากแนวทางข้างต้น การย้อนกลับ่ไปแก้ไขกฎหมายที่ออกมาในอดีตว่า สอดคล้องกับหลักการในมาตรา ๗๗ หรือไม่ และจะแก้ไขอย่างไร น่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากและใช้เวลานานพอสมควรที่จะปรับแก้ให้สอดคล้อง เพราะกรอบในการออกกฎหมายและมีมาตรการทางอาญาของไทยที่ผ่านมา และตรากฎหมายระดับพระราชบัญญัติมากกว่า ๑,๐๐๐ ฉบับนั้นยังไม่ได้คำนึงถึงหลักการนี้อย่างจริงจัง แต่ในอนาคตเมื่อจะออกกฎหมายหรือเพิ่มเติมกฎหมายควรที่จะต้องยึดหลักการว่า “กฎหมายอาญา ต้องนำมาใช้เฉพาะการกระทำที่ร้ายแรง กระทบต่อสังคมจริงๆ จึงเป็นการเลือกที่จะไม่ลงโทษในการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบ แต่ลงโทษการกระทำที่กระทบต่อสังคมอย่างร้ายแรง และสังคมยอมรับไม่ได้ มากกว่าการลงโทษเพื่อหยุดการฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนั้น” เพราะจะทำให้เกิดความผิดใหม่ที่เป็นการเลือกปฏิบัติ หรือการรับสินบนแทน ซึ่งมีความร้ายแรงมากกว่า นอกจากนี้ การใช้มาตรการเพิ่มโทษในความผิดที่เกิดมากขึ้น น่าจะทบทวนว่าเป็นมาตรการที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะหากเพิ่มโทษสูง คนกระทำความผิดอาจหลบหนีการกระทำความผิดหรือทำลายหลักฐานมากชึ้นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกดำเนินคดี ดังเช่น ความผิดเกี่ยวกับเพศ อาจทำร้ายหรือข่มขู่ผู้เสียหายหรือญาติพี่น้อง หรือฆ่าปิดปาก หรือความผิดเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด อาจมีการข่มขู่พยาน หรือฆ่าเจ้าพนักงานเพื่อหลีกหนีการจับกุม

การตอบโต้การกระทำความผิดที่เพิ่มสูงขึ้น หากไม่เลือกเพิ่มโทษตามกฎหมาย ควรมีกลไกที่จะทำให้เจ้าพนักงานสามารถบังคับใช้กฎหมายมากขึ้นเช่น กล้องวงจรปิด การใช้นิติวิทยาศาสตร์ มาเพื่อยินยันหรือติดตามการกระทำความผิด หรือมีมาตรการตักเตือน หรือใช้มาตรการทางปกครองเช่น เพิกถอนใบอนุญาต หรือห้ามประกอบอาชีพบางอย่าง มาใข้แทนอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหากเน้นการลงโทษแบบไม่เลือก ทุกกรณีต้องจำคุกหรือปรับ คดีจะเกิดล้นศาล แต่หากใช้มาตรการอื่นมาแทนเพื่อให้คนเชื่อฟังและปฏิบัติตาม และใช้มาตรการลงโทษที่เข้มงวด สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อฟัง การลงโทษจะเป็นมาตรการสุดท้ายที่จะดำเนินการแก่คนเหล่านั้น คดีก็จะน้อยลงและบังคับกับคนที่ตั้งใจฝ่าฝืนจริงๆ