สถานการณ์ตลาดเนื้อโคในปัจจุบัน พบว่า เกษตรกร ผู้เลี้ยงโคเนื้อกว่า 6,000 ราย ในเขตจังหวัดสกลนครและพื้นที่ใกล้เคียง กำลังเผชิญกับปัญหาการแข่งขันทางการตลาดอย่างรุนแรงจากกระแสการบริโภคเนื้อนำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น โดยเฉพาะในอีก 2 ปีข้างหน้า เมื่อมาตรการปกป้องพิเศษ (SSG) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย จะสิ้นสุดลงในปี 2563 จะส่งผลทำให้การนำเข้าสินค้าเนื้อโคจากออสเตรเลียไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า และไม่จำกัดปริมาณการนำเข้าทำให้ราคาเนื้อนำเข้าต่างประเทศจะมีราคาถูกลงอย่างมาก และอาจถูกกว่าราคาต้นทุนการผลิตเนื้อโคขุนไทย ซึ่งจะเกิดผลกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนของประเทศไทย

ปัจจุบัน สินค้าเนื้อโคเป็นสินค้าที่ตลาดภายในประเทศ มีความต้องการสูง และมีการขยายตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะเนื้อโคคุณภาพ โดยในช่วงปี 2556-2560 การบริโภคเนื้อโคและผลิตภัณฑ์ของไทยขยายตัวที่ร้อยละ 4.80 ต่อปี ประกอบกับผลผลิตภายในประเทศมีไม่เพียงพอ ส่งผลให้ต้องมีการนำเข้าเนื้อโคคุณภาพจากต่างประเทศ โดยเฉพาะออสเตรเลีย ซึ่งในปี 2559 ไทยนำเข้าเนื้อโคจากออสเตรเลียปริมาณสูงถึง 3,903 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 41.55 ของการนำเข้าเนื้อโคทั้งหมดของไทย ซึ่งมีปริมาณ 9,392 ตัน เนื่องจากเนื้อโคเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการผลิตและส่งออกของออสเตรเลีย และหากสิ้นสุดมาตรการ SSG แล้ว คาดว่าจะส่งผลให้มีการนำเข้าเนื้อโคจากออสเตรเลียเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีราคาถูกลง

มูลค่าของตลาดโคเนื้อในประเทศไทย มีมูลค่าสูงถึง 41,810 ล้านบาทต่อปี จำแนกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มตลาดระดับบน (เนื้อโคขุนที่มีไขมันแทรก) 1 % จำนวน 12,000 ตัวต่อปี ซึ่งมีอัตราการเติบโตความต้องการสูงถึงร้อยละ 10 กลุ่มตลาดระดับกลาง (เนื้อแดง) 40 % จำนวน 500,000 ตัวต่อปีซึ่งมีอัตราการเติบโตความต้องการน้อยมากเพียงแค่ร้อยละ 0.1 และกลุ่มตลาดระดับล่าง (เศษเนื้อ ลูกชิ้น) 59 % จำนวน 740,000 ตัวต่อปี ซึ่งมีอัตราการเติบโตความต้องการน้อยมากเพียงแค่ร้อยละ 0.1 สหกรณ์โคขุนโพนยางคำ เราผลิตเนื้อโคขุนในกลุ่มตลาดระดับบน ซึ่งปัจจุบันกินส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50 % โดยมียอดชำแหละล่าสุดในปี 2560 ที่ 6,528 ตัว

นายอุทิศ เคะนะอ่อน ประธานสหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์การแข่งขันทางการตลาดอย่างรุนแรงจากเนื้อนำเข้าจากต่างประเทศ สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กปร. กลาง โพนยางคำ จำกัด ได้มีแผนสร้างความเข้มแข็งให้กับตลาดเนื้อโคไทย เพื่อยกมาตรฐานการผลิตสู่ระดับสากล โดยการพัฒนาการทำงาน 3 ด้านหลัก ได้แก่คือ การยกระดับมาตรฐานการผลิต การพัฒนาการตลาดเชิงรุก และการสร้างความหลากหลายผลิตภัณฑ์

ด้านการยกระดับมาตรฐานการผลิตตลอดทั้งโซ่อุปทาน เพื่อให้เนื้อโคขุนจากจากสมาชิกสหกรณ์ ทุกชิ้นมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ควบคุมการผลิตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการเลี้ยงในฟาร์ม การผลิต ตัดแต่ง และขนส่งถึงผู้บริโภค โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสกลนคร จัดทำโครงการพัฒนามาตรฐานฟาร์ม (GAP : Good agricultural practice) เพื่อพัฒนาการเลี้ยงจากฟาร์มให้มีคุณภาพ และสร้างโรงชำแหละ และตัดแต่งหลังใหม่มูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาท เพื่อยกระดับการชำแหละให้ได้มาตรฐานGMP (Good manufacturing practice) และสหกรณ์ฯ ได้พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์โพนยางคำ ผ่านทาง QR-Code บนฉลากผลิตภัณฑ์ เพื่อการันตีในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ได้ทุกชิ้น

ด้านการพัฒนาตลาดเชิงรุก ทั้งตลาดในและต่างประเทศ เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขวางขึ้น ปีที่ผ่านมามีการเปิดตัวสินค้าโพนยางคำ 3 งาน คือ การไปเจรจาหาคู่ค้าที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ในงาน The 4th Shanghai Internation Food & Drinks Fair 2018 และ Asia’s Largest Food Innovation Exhibition และได้รับการสนับสนุนขาการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ร่วมออกร้านในงาน ThaiFex World of Food 2018 รวมถึงเมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา สหกรณ์ฯ ได้ประชาสัมพันธ์เพื่อเปิดตัวแบรนด์เนื้อโคขุนโพนยางคำอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์การค้า K-Village สุขุมวิท 26 กรุงเทพฯ โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีทั้งในส่วนคู่ค้าทางธุรกิจและผู้บริโภคทั่วไป

ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีร้านสาขา 5 แห่ง ได้แก่ 1.สำนักงานใหญ่จังหวัดสกลนคร 2.สาขามินิมารท์จังหวัดสกลนคร 3.สาขาอำเภอวานรนาวสจังหวัดสกลนคร 4.สาขาวังทอง จังหวัดปทุมธานี 5.สาขาสุขุมวิทกรุงเทพฯ และกำลังแสวงหาพันธมิตรทางการค้า โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร ที่ปัจจุบันกระแสการบริโภค ชาบู และอาหารปิ้งย่างกำลังมาแรง และ คู่ค้ากับห้างโมเดิร์นเทรดในจังหวัดสำคัญทั่วประเทศ

นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังเตรียมความพร้อมเข้าสู่การตลาด online โดยได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น เพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ “เนื้อโคขุนโพนยางคำ” ที่มี 4 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ จีน และเวียดนาม โดยเป็นแอพพลิเคชั่นที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ และช่องทางการสั่งซื้อได้สะดวกขึ้น ขณะนี้สามารถดาวน์โหลดได้ในระบบปฏิบัติการ Android ส่วนระบบ iOS ยังอยู่ในขั้นตอนการจดทะเบียนซึ่งคาดว่าจะสามารถดาวน์โหลดได้ในเร็วๆ นี้

ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สหกรณ์ฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากโพนยางคำให้หลากหลายมากขึ้น โดยพยายามมีส่วนแบ่งในตลาดอาหารพร้อมบริโภคมากขึ้น เช่น เช่นเนื้อชาบูสไลด์พร้อมบริโภคแช่แช็ง แฮมเนื้อรมควัน และตลอดจนผลิตภัณฑ์สแน็ค เนื้ออบกรอบ ซึ่งคาดว่าจะออกสู่ท้องตลาดได้ภายในสิ้นปีนี้

“เนื้อที่ผลิตจากสหกรณ์ภายใต้แบรนด์ โพนยางคำ ที่มีประวัติการก่อตั้งมาอย่างยาวนานมากกว่า 40 ปี ใช้สายพันธุ์โคลูกผสมฝรั่งเศส คือ ชาโลเลต์ ลิมูซ่า และซีเมนทอล ที่ผ่านการเลี้ยงดู เอาใจใส่ด้วยภูมิปัญญาที่ตกทอดมากจากรุ่นสู่รุ่น ขุนด้วยอาหารสูตรพิเศษ ระยะเวลานานกว่า 12 เดือน จนได้เนื้อโคขุนที่มีลายไขมันแทรกสวยงาม คุณภาพดีหอมและนุ่ม เป็นที่ชื่นชอบจากผู้บริโภคมากอย่างยาวนานนั้น จะสามารถดำรงอยู่ได้ต่อไปภายใต้สถานการณ์การตลาดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน”

ทั้งนี้ จากการส่งเสริมการตลาดในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค และคู่ค้าในวงกว้างอย่างมากมาย ปัจจุบันมีเชฟชื่อดังหลายท่านเลือกใช้เฉพาะเนื้อโคขุนโพนยางคำ และต่างชื่นชอบและให้การยอมรับในเรื่องคุณภาพว่าเนื้อมีกลิ่นหอม นุ่มลิ้น และรสชาติเนื้อพิเศษกว่าเนื้อประเภทอื่นๆ และจัดระดับให้เป็นเนื้อโคขุนชั้นดีระดับโลก ด้วยลักษณะพิเศษของการคัดเลือกพันธุ์ที่ดี ระยะเวลาการขุนที่เหมาะสม สูตรอาหารพิเศษ ทำให้เนื้อโคขุนโพนยางคำ เป็นเนื้อที่มีความนุ่ม ชุ่มด้วยไขมันแทรก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว อร่อยด้วยรสชาติที่มีเอกลักษณ์นี้ ล่าสุดทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงทำให้ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication หรือ GI) ในนาม “เนื้อโคขุนโพนยางคำ”