สถาพร ศรีสัจจัง

เป็นความจริงเชิงประจักษ์แล้วว่า กระแสหลัก ของระบบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน คือ “ระบบทุนนิยม” แน่นอนว่า ในระบบดังกล่าว สิ่งใดก็ตาม ต้องถูกแปรให้เป็น “สินค้า” ที่สามารถก่อเกิดเป็น “มูลค่า” ได้ การทำให้สิ่งที่มี “คุณค่า” ในอดีตกลายเป็น “มูลค่า” จึงจำเป็น และเร่งด่วน
           
ความเก่าแก่ของเมืองต่างๆในโลก ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านประวัติศาสตร์แห่งการสร้างสรรค์ของมนุษยชาติมาอย่างทับซ้อนยาวนาน ทั้งโดยฝีมือคนพื้นถิ่น และผสมผสานในลักษณะ “พหุลักษณ์” ทางศิลปวัฒนธรรม ย่อมถือเป็น “ทุนของเมือง” ที่สำคัญยิ่ง องค์กรระดับโลกอย่างยูเนสโก.ของสหประชาชาติจึงส่งเสริม และผลักดันในเรื่องนี้มาเป็นเวลายาวนานพอควรแล้ว
           
บ้านเมืองเก่าจำนวนมากทั่วโลกจึงกลายเป็น “มรดกโลก” ไปอย่างน่าภาคภูมิ ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ นั่นถือเป็นการ “ฟื้นทุน” ให้เมืองอย่างสำคัญ ทำให้ “เมืองที่ตายแล้ว” กลายเป็น “สินค้า” ที่มี “คุณค่า” คือสินค้า “การท่องเที่ยว” ที่ถูกผลิตขึ้นมาเป็นกระแสให้ระบบทุนนิยมสวมรับสิ่งนี้อย่างลงตัว
             
รัฐใดเมืองใดที่ “เข้าใจ” และ “กลุ่มผู้นำเมือง” (ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน) ตื่นตัวอย่างทันการ ร่วมกันส่งร่วมกันเสริมเพื่อการดังกล่าวย่างจริงจัง เมืองนั้นบ้านนั้นก็จะแปรสภาพจาก “เมืองที่ร้างแล้ว” กลายเป็นเมืองแห่งเป้าหมายในการเดินทางไปเยือนเพื่อการบริโภค “การท่องเที่ยว” จนผู้คนพลุกพล่านเต็มเมือง และก่อผลให้คนพื้นถิ่นสามารถผลิตสร้างการค้าขายในรูปแบบต่างๆอย่างคึกคักขึ้นทันที
             
นั่นคือสภาพเศรษฐกิจของเมืองก็จะดีขึ้นตามลำดับ ผู้นคนของเมืองก็ย่อมจะอยู่ดีกินดีไปด้วย!
             
ตัวอย่างที่ดูง่ายที่สุดคือเมืองมะละกาของประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียนั่นไง จากเมืองที่ร้างแล้ว พอกลายเป็นเมืองมรดกโลก ก็กลายเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวแทบทั้งโลกในวันนี้ เฉพาะสตังค์ที่ได้จากนักท่องเที่ยวไทยในแต่ละปี ใครรู้ตัวเลขแล้วจะหนาว!
             
นั่นต้องนับเป็น “งานฝีมือ” แท้ๆของรัฐบาลมาเลเซีย ภายใต้การนำของท่านนายกฯมหาเธ (ยุคก่อน) ทีเดียว แค่ความสามารถทำให้น้ำที่เน่าเสียทั้งสายในคลองมะละกา กลับมาเป็นน้ำดี จนสามารถทำเงินจากการให้นักท่องเที่ยวนั่งเรือชมเมือง2 ฟาก เล่นแบบเหลือกินเหลือใช้ เพียงอย่างเดียว ก็น่าชื่นชมเสียนักแล้ว!
           
 ใกล้ๆกับเมืองมะละกานั่นเอง มีหัวเมืองเก่าแก่ที่สำคัญของไทยที่ร่วมยุคร่วมประวัติศาสตร์มากับเมืองมะละกาอยู่เมืองหนึ่ง คือเมืองสงขลา
              
ไปปูมประวัติศาสตร์ไทย อาจสามารถนับอายุเมืองนี้ได้ไม่น้อยกว่ายุคสุโขทัย ลำพังจากช่วงกรุงธนบุรีล่วงสู่รัตนโกสินทร์ตอนต้น ก็ต้องนับว่าเมืองนี้เป็น “ศูนย์กลาง” ของความเจริญที่สำคัญที่สุดเมืองหนึ่งในคาบสมุทรมลายู
              
ใครที่เคยมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมเยียนเมืองสงขลา(เก่า)ช่วงหลังๆโดยเฉพาะในช่วงวันหยุด จะเริ่มเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวเดินกันเกลื่อนถนนเล็กๆที่มีมาแต่ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ทั้ง 3 สาย นั่นถือสายถนนที่ชื่อ นครนอก นครใน และนางงาม
               
ที่จริงยังมีบริบทเมืองอีกมากจุดที่ได้รับการ “ฟื้นทุน” โดยผู้คนในถิ่น ทั้งบรรดาคหบดี นักวิชาการพระสงฆ์องคเจ้า และบรรดารักธุรกิจหนุ่มสาว ที่เห็น “ช่องทาง” ว่าสามารถนำ “คุณค่า” ของความเป็นเมืองเก่าสงขลาให้แปรเปลี่ยนเป็น “มูลค่า” ได้จริง
               
 กลุ่มคนที่พยายามผลักดันให้สงขลากลายเป็นเมืองมรดกโลกมาแต่หลายปีก่อนมีหลายกลุ่มทีเดียว แต่คนที่ควรถูกพูดถึงก่อน คือท่านอดีตนายกเทศมนตรี พีระ ตันติเศรณี ผู้ถูกกระทำให้ชีวิตต้องสิ้นสูญไปก่อนวัยอันควรอย่าน่าเสียดายยิ่ง
                 
จากการมีโอกาสไปร่วมรับรู้สัมผัส พบปะพูดคุย กับบางกลุ่มบางคนที่มีเป้ามุ่ง “สร้างเมืองเก่าสงขลา” ให้เป็นเมืองที่ทรงคุณค่าเป็นที่ประจักษ์ สืบต่อจากท่านพีระ ตันติเศรณีในช่วงยามของวันนี้ พบว่า แผนงาน “ฟื้นทุนสงขลาเมืองเก่า”ของบางกลุ่มบางท่านเหล่า ทั้งในส่วนที่ได้ทำแล้วและ “กำลัง” จะดำเนินการ ช่างน่าสนใจยิ่งนัก!!!