แสงไทย เค้าภูไทย

ห้วง 70 ปีแห่งรัชสมัยของพระบาทสมเด็จระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ประเทศไทยได้ผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรมแห่งโลกมาถึง 2 ยุคและย่างเข้าสู่ยุคที่ 3 ด้วยพระวิริยะอุตสาหะที่พระองค์ผสานชนบทกับเมืองวางโครงสร้างเศรษฐกิจพื้นฐาน ลดความเหลื่อมล้ำทั้งฐานะ และคุณภาพชีวิตปวงชนชาวไทย จนความขัดแย้งทางความคิดและลัทธิการเมืองหมดไป พาไทยพ้นจากสงครามชนชั้นมาได้อย่างที่ไม่มีใครคาดไม่ถึง

ด้วยการเสด็จไปทุกพื้นที่ทั่วประเทศ พระองค์ทรงเข้าถึงคนไทยทุกหมู่เหล่า ทุกฐานะและอาชีพ ทำให้พระองค์เทรงเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจ เป็นจิตวิญญาณของคนไทย

ในชนบทห่างไกล ข้าราชการไทยยุคก่อนๆทำตัวเป็นนายของราษฎร จนเมื่อพระองค์เสด็จไป นำโครงการช่วยเหลือไปสู่พสกนิกรของพระองค์ที่เคยด้อยโอกาสให้มีโอกาสแบบช่วยเหลือตัวเองได้

ข้าราชการที่อยู่ห่างไกลที่เคยคิดว่า พวกเขาไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากส่วนกลาง

การได้รับการแต่งตั้งหรือโยกย้ายมาอยู่ดินแดนทุรกันดาร มาอยู่ไกลบ้าน ไกลเมือง คล้ายกับเป็นการลงโทษ

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทรงโปรด ก็ย่อมจะตื่นตัว เปลี่ยนแปลงตัวเองจากเจ้านายมาเป็นผู้รับใช้ ดูแลทุกข์สุขของประชาชนตามแนวทางที่พระองค์ได้วางไว้

ความรู้สึกต่ำต้อยที่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล ที่เคยเป็นจุดอ่อนให้การเมืองต่างลัทธิใช้ชักจูงคนไทยชายขอบหันไปเข้ากับฝ่ายตรงกันข้ามรัฐบาล ลดน้อยลงในพื้นที่ที่พระองค์เสด็จไป

โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นที่อยู่ของชนกลุ่มน้อย โครงการตามพระราชดำรินับร้อยๆโครงการ

ฉุดดึงชนเผ่าเหล่านี้ออกมาจากขบวนการก่อการร้ายและการปลูกพืชเสพติด

ชนกลุ่มน้อยตามตะเข็บชายแดนต่างก็ปักหลักอยู่บนแผ่นดินที่พ่อหลวงทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานโครงการที่ทำให้พวกเขาสามารถสร้างผลผลิตที่มีมูลค่าสูงกว่าฝิ่น เป็นรากฐานต่อยอดกันมารุ่นต่อรุ่นจนพืชในโครงการพระราชดำริกลายเป็นพืชเศรษฐกิจนับร้อยๆชนิด

คำเรียกขานเชิงล้อเลียนว่า “ กิโลแม้ว”เพราะการเดินทางบนภูเขาระยะทางยาวกว่าพื้นราบนั้น บัดนี้ไม่ได้ยินกันแล้ว

เพราะแทบทุกบ้านชนเผ่า ต่างก็มีรถปิกอัพใช้ เนื่องจากต้นพันธุ์และเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทานได้ขยายต่อพันธุ์กันมาจนกลายเป็นพืชเศรษฐกิจสร้างมูลค่ามหาศาล

นอกจากนี้ ในพื้นที่เกษตรกรรมพื้นราบ พระองค์ยังทรงพระราชทานทั้งสิ่งประดิษฐ์”กังหันชัยพัฒนา” เพื่อชักน้ำเข้าพื้นที่เกษตรกรรมด้วยพลังลม

แนวคิดสร้างอ่างเก็บน้ำย่อยๆแทนการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ตรงกับงานวิจัยของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมโลกที่พบว่า การสร้างอ่างเก็บน้ำแทนเขื่อนจำนวนมากๆ สามารถกักเก็บน้ำได้ดีกว่าเขื่อนใหญ่และปริมาณน้ำที่ระเหยเป็นไอน้ำประมาณ 40% ของปริมาณน้ำในอ่างนั้น จะไม่ล่องลอยไปไกล เพราะเมื่อลอยขึ้นไปบนฟ้า ก็จะไปเจอกับไอน้ำจากอีกอ่างใกล้เคียงกัน

อ่างน้ำเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเมฆและฝนตกลงมาในบริเวณนั้น กลายเป็นวัฏจักรหมุนเวียนน้ำต่อเนื่อง

ยิ่งกว่านั้น น้ำที่กักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำ ยังเป็นน้ำที่ซึมลงสู้ใต้ผิวดิน ซึ่งมีทางน้ำใต้ดินที่เรียกว่าคลองใต้ดิน ( underground canals) นับล้านๆคลองแผ่เป็นร่างแหอยู่ใต้ดิน หล่อเลี้ยงผิวดินด้านบนให้ชุ่มชื้นในยามแล้ง และดูดซับน้ำในยามฝน

แนวทาง”กันพื้นที่ 30% “ เป็นแหล่งเก็บน้ำในพื้นที่เกษตรกรรมเป็นโครงการที่จะต้องสานกันต่ออย่างเข็มงวดและเข้มแข็ง

เพราะเป็นการพึ่งพาตนเองและลดความสูญเสียโอกาสในการเพิ่มผลลิต

เกษตรกรไทยส่วนใหญ่จะยังติดนิสัยพึ่งระบบชลประทานของรัฐ โดยใช้พื้นที่ทุกตาราวนิ้วเป็นพื้นที่ผลิต

การที่ต้องเสียพื้นที่ไปกับการสร้างบ่อหรืออ่างกักเก็บน้ำ พวกเขาคิดว่าจะทำให้พื้นที่ส่วนนี้ซึ่งมีสัดส่วนถึงเกือบ 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมดสูญเปล่า เป็นการสูญเสียโอกาสทางการผลิต

แต่เมื่อนำมาเทียบกันกับ กลุ่มที่สร้างบ่อเก็บน้ำ 30% ของพื้นที่ กับแปลงที่ไม่สร้างเลย

กลับพบว่า ผลผลิตแปลงที่มีบ่อกักเก็บน้ำมีผลผลิตสูงกว่าถึงเท่าตัว เพราะมีน้ำใช้สมบูรณ์กว่า

นอกจากนี้ ยังมีผลพลอยได้คือปลา เป็นทั้งอาหารและเหลือขายได้อีกด้วย

ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงที่เคยเป็นวิถีชีวิตพื้นฐาน ในซีกโลกตะวันตกนั้น ถูก “ปฏิวัติเขียว” เข้ามากลบ พร้อมกับแนวคิดทุนนิยม (capitalism)

การปฏิวัติเขียว (Green Revolution) คือการเปลี่ยนแปลงขบวนการผลิตทางการเกษตร จากการผลิตแบบผสมผสาน ใช้แรงงานครอบครัวในยุคก่อน มาเป็นการผลิตเชิงเดี่ยว ปลูกพืชชนิดเดียวในแปลงขนาดใหญ่(plantation) หรือเลี้ยงปศุสัตว์ในฟาร์มและทุ่งขนาดใหญ่(range)

มีการจ้างแรงงาน มีการใช้เครื่องจักรเครื่องมือทุ่นแรง ใช้ปุ๋ย ใช้ยาปราบศัตรูพืช ใช้ทุนสูง เจ้าของเปลี่ยนสภาพจากเกษตรกร (farmers) เป็นนายทุน (capitalist)

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกและเป็นต้นแบบแห่งการปฏิวัติเขียว

ถือเป็นสาขาการผลิตเสริมกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่รับทอดมาจากยุโรป ทำให้เป็นชาติร่ำรวย มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกมาจนทุกวันนี้

แต่ผลที่ตามมาก็คือ หายนะจากการถากถางทำลายป่า ควันจากโรงงานอุตสาหกรรมลอยขึ้นทำลายโอโซน ก่อให้เกิดภาวะก๊าซเรือนกระจก

ทำให้ขาดสมดุลทางธรรมชาติ ฤดูแล้งก็แล้งจัด ฤดูหนาวก็หนาวจัด ฤดูฝนน้ำก็ท่วมหลากขนาดมิดหลังคารถยนต์

ล่าสุดเฮริเคนโธมาสทำคนตายเกือบร้อยศพแล้ว ไม่นับความเสียหายของบ้านเรือนและทรัพย์สิน

นี่คือการ “ซื้อคืน”ธรรมชาติอันแสนแพงของสหรัฐ

เมืองไทยก็คล้อยตามการปฏิวัติเขียวอยู่ช่วงหนึ่งทำให้บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับพืชผลเกษตรร่ำรวยมหาศาล แต่ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ยังจนเหมือนเดิม

ด้วยพระวิริยอุตสาหะของพ่อหลวง ที่ทรงปลูกฝังความคิดการผลิตผสมผสานและทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง

เกษตรกรนับล้านๆครอบครัวหลุดพ้นจากการครอบงำของทุนใหญ่

แม้ทุนนิยมสามานย์และลัทธิบริโภคจะยังครอบงำคนไทยบางส่วน ทำให้เกษตรกรสูญเสียการครอบครองที่ดินปีละหลายล้านไร่

แต่ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นเสมือนคาถาป้องกันปีศาจทุนนิยมที่ทำให้คนในชนบทหรือแม้แต่คนเมืองลดการแข่งขันบริโภค มีความเพียงพอ รู้จักบริหารรายรับรายจ่าย

“มีให้เก็บกินทั้งปี เหลือกินก็ขาย”

“เหลือกิน เหลือเก็บ” คือ หลักคิดในการบริหารรายรับรายจ่าย ของเศรษฐกิจครัวเรือนในทฤษฎีเศรษฐกิจพอพียงของพระองค์ท่าน

ขณะนี้รัฐบาลพยายามผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ของโลก นั่นคือการนำเอาเทคโนโลยีดิจิตอลมาใช้ในกระบวนการผลิตทุกด้าน

จะมีการลดการใช้แรงงาน มีการนำเครื่องจักร เครื่องยนต์อัตโนมัติที่เรียกว่า “หุ่นยนต์อุตสาหกรรม”มาใช้แทนคนมากขึ้น

หากไม่น้อมนำทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ที่ดินแปลงผลิตอาหารนับวันแต่จะหมดไป

คนไทยที่เป็นส่วนเกินในตลาดแรงงานอุตสาหกรรม จะไปอยู่ที่ไหน ?