ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

จากประสบการณ์ที่ได้ทั้งสอนหนังสือมาตั้งแต่วัยเริ่มเบญจเพส ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนจบปริญญาโทใหม่ๆ จากมหาวิทยาลัย OHIO STATE UNIVERSITY และสอนได้เพียง 2 ปีเท่านั้น จึงได้ไปศึกษาต่อที่ GOLDEN GATE UNIVERSITY ที่เมือง SAN FRANCISCO ช่วงอายุ 26-27 ปี สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีชื่อเสียงมากด้านสาขานี้ และจบปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (Ph.D.) ตอนอายุใกล้ 30 ปี

แต่ช่วง 2 ปี ที่สอนอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ผมได้มีโอกาสพบกับกลุ่มคณาจารย์อาวุโสหลายท่าน อาทิ รองศาสตราจารย์ดร.ลิขิต ธีรเวคิน (ตำแหน่งในขณะนั้น) ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ดร.สุรชัย ศิริไกร ดร.ปรัชญญา เวสารัชต์ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ดร.สุจิต บุญบงการ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผมคิดว่าคุ้มมากแล้วที่ได้รู้จักอาจารย์อาวุโสทั้งหลายเหล่านี้ เพียงแค่ 2 ปีเท่านั้นที่ได้เสวนาธรรมกันอย่างสนิทสนมและทานข้าวกันเป็นครั้งคราว แต่ที่สำคัญคือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ทำให้ผมได้ไต่ “ระดับภูมิปัญญา” อย่างรวดเร็วกับผู้อาวุโสทางวิชาการที่สอนหนังสือก่อนผมและจบปริญญาตรีจากเมืองไทยส่วนใหญ่ เหตุผลเพราะว่าผมไปจบปริญญาตรีจากสหรัฐอเมริกา

พอจบปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโกลเด็นเกทตอนอายุใกล้ 30 ปี และกลับมาสอนหนังสือทันที ก็ได้กลับมาคบหาสมาคมกับ “แก็งค์กูรูวิชาการเดิม” ที่ทำให้ผมได้เพิ่มความทวีคูณทางปัญญามากยิ่งขึ้น พร้อมทั้ง “ลองของ-ลองวิชา” มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับทางอาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน และอ.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ และดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ที่สนิทกันมาก

จนในที่สุด ก็ได้ขยายออกจากโลกวิชาการด้วยการคบหาสมาคมกับบรรดานักการฑูตจากสถานฑูต สหรัฐอเมริกา บรรดาทหารจากกองทัพบก และแน่นอนโดนทาบทามจากบรรดาคณะนักการเมืองได้มาพบปะสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

อย่างไรก็ตาม กลุ่มคณาจารย์อย่างพวกเรานั้น ต้องยึดมั่น “หลักการวิชาการ” โดยเฉพาะ “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” ที่ “เป็นกลาง-เป็นธรรม” ทั้งนี้ ต่างก็ตระหนักดีถึง “ความเป็นประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตยแบบไทยไทย” เนื่องด้วยทุกคนนั้นต่างตระหนักถึงความเป็นมาของการเมืองแบบไทยไทย ที่มีแต่การแย่งอำนาจระหว่าง “กลุ่มอำนาจในหมู่ทหาร” กันเองกับ “กลุ่มนายทุนการเมือง” จนเกิด “วงจรอุบาทว์ (VICIOUS CIRCLE)” ดังนั้น การคบหาสมาคมกับบรรดาหลากหลายสมาคมนั้น เท่ากับเป็นการสร้าง “เครือข่าย (NETWORK)” และสร้าง “ความเชื่อมโยง (CONNECTION)” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน

ทั้งนี้ ผู้ได้ประโยชน์สุดคือ ผมนั่นเองเหตุผลเพราะว่า อายุน้อยสุดจนได้รู้จักกับที่ปรึกษาของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชาญ มนูธรรม ที่กำกับและดูแลบรรดาสื่อสารมวลชนในขณะนั้น ที่มีเพียงสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 9 และช่อง 3 ขององค์การสื่อสารมวลชน (อสมท) และกรมประชาสัมพันธ์เท่านั้น ส่วนกองทัพบกนั้น ผมได้มีโอกาสร่วมงานกับ “กองอำนาจการกลางรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (กรป.กลาง)” ตั้งแต่อายุประมาณ 24-25 ปีมาก่อนนั้นแล้ว และได้ร่วมมือกันในการพัฒนาชนบท

จนในที่สุด ท่านรัฐมนตรีได้เชิญท่านอาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน และผมให้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เราสองคนเลยชวนบรรดาคณาจารย์หรือ “แก็งค์เก่า!” เข้ามาเป็นที่ปรึกษา จนผมได้เริ่มรู้จักบรรดาสื่อมวลชนทุกแขนงตั้งแต่นั้นมา และเวลาต่อมาท่านชาญ มนูธรรม ได้ถูกปรับออกจากรัฐมนตรี เป็นประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ชุดเราจึงได้เป็น “คณะทำงานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี” ชุดเล็กที่เป็นชุดทำงานอย่างแท้จริง มีบรรดาสื่อมวลชนรุ่นใหญ่เข้ามาเสริมทัพ นั่นแหละทำให้ผมได้ขยายวงสู่วงการสื่อมวลชน และก็ขยายเครือข่ายพร้อมเชื่อมโยงคอนเนคชั่นมากยิ่งขึ้น เมื่อวัยเพียง 32-33 ปีเท่านั้น

พออายุประมาณ 35 ปี ผมได้พบกับท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม โดยบังเอิญ ถ้าจำไม่ผิดโดยการแนะนำจากนายทหารชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง และแน่นอนจากท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์ ที่สนิทกับคุณลุงหรือพ่อตาผม และต่อมาอ.มีชัย ฤชุพันธ์ ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี จึงได้ชวนให้ผมเป็นคณะที่ปรึกษาทำงานหน้าห้องท่าน โดยมีอาจารย์วิษณุย้ายจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ข้ามมาเป็นรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี จึงคุ้นเคยกันมากกว่าเดิมตั้งแต่บัดนั้น

จริงๆ แล้วอ.วิษณุ เครืองาม ก็เคยรู้จักกันมาก่อน เพราะท่านอาจารย์วิษณุดำเนินรายการ “สนทนาปัญหาบ้านเมือง” ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 5 ซึ่งเป็นของกองทัพบก ทั้งนี้ผมชื่นชอบอาจารย์วิษณุที่ท่านเป็นคนพูดจาฉะฉานและศึกษาแทบทุกเรื่องก่อนจะสนทนากับเรื่องแต่ละเรื่องที่ท่านจะสนทนากับแขก พร้อมทั้งศึกษาประวัติศาสตร์มาก่อนเป็นอย่างดี ทำให้ผมได้ค่อยๆ เรียนรู้หรือซึมซับจากอาจารย์วิษณุตั้งแต่อายุ 30 กว่าเรื่อยมา แต่ในขณะเดียวกันจะด้วยอะไรไม่รู้ เราสองคนชอบอะไรที่คล้ายๆ กันและชอบไปไหนมาไหนด้วยกัน บวกกับอาจจะ “ถูกชะตากัน” ก็เป็นได้ จึงสนิทสนมกันตั้งแต่นั้นมา เท่านั้นยังไม่พอยังสนิทสนมกับพ่อแม่และครอบครัวผมเป็นอย่างดีนับแต่นั้นมา และรับสารภาพว่าอาจารย์วิษณุชอบร้องเพลงมาก โดยเฉพาะ “คาราโอเกะ” โดยมีอาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน ท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์ และบรรดาเพื่อนสนิทเพียง 2-3 คนเท่านั้น ที่จะไปรับประทานอาหารและร้องเพลงกันตามประสาคนอายุยังน้อยอยู่สำหรับผมและอาจารย์วิษณุ ส่วนอาจารย์มีชัยเป็นรองนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าทีม

ผู้ที่เป็นคนที่คอยเฝ้าสั่งสอนและคอยอบรมให้ผมคอยเดินตามแนวความคิดคือ อาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน ที่เปรียบเสมือนพี่ชาย โดยจะเป็นคนตรงไปตรงมาจนบางครั้งผมจะเกิดอาการน้อยใจบ่อยครั้ง เนื่องด้วยจะถูกตำหนิถ้าเกิดผมคิดต่างจากกระบวนการทางความคิดจากอาจารย์ลิขิตและอาจารย์ท่านอื่นๆ ในคณะ ซึ่งพอมาคิดทีหลัง ต้องรับสารภาพว่าอาจารย์ลิขิตจะเป็นปราชญ์ที่มีความรู้เยอะมาก หรือ “ห้องสมุดเคลื่อนที่” แต่ก็ขอเสียมารยาทว่า “ปากไม่ค่อยดีเนื่องด้วยตรงไปตรงมาเกินไป!” จนผู้คนมักเกรงกลัวอาจารย์ลิขิต จนหลายคนยังแปลกใจเลยว่า “ผมสนิทและรักอาจารย์ลิขิตได้ยังไง?” แต่ผมยอมรับอาจารย์ลิขิตและสนิทกับอาจารย์ลิขิตมากจนสนิทกันระหว่างครอบครัวทั้งสอง…คงต้องต่อสัปดาห์หน้าครับ!