ยูร กมลเสรีรัตน์
k_yoon_w_c@hotmail.com

“แม่ ลูกขอไหว้ ที่ให้ความรู้พอหากินกะเขา ประนมไหว้ด้วยใจมั่น เมื่อผ่านโรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์...โรงเรียนนี้สำคัญนักนะ เด็กที่เรียนเพียงมัธยมสี่ก็แต่งหนังสือได้...ได้เข้าโรงเรียน ก.ไก่ โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ เมื่ออายุจะย่างเข้าหกขวบ เลขประจำตัว 1119 ...”ยาขอบ ผู้เขียนนวนิยายระดับมหากาพย์เรื่อง “ผู้ชนะสิบทิศ” เขียนเล่าไว้ในหนังสือ“เกียรติยศแห่งสยาม”

อบ ไชยวสุ หรือ ฮิวเมอริสต์ นักเขียนที่มีงานเขียนโดดเด่นในแนวหัสคดี ผู้เขียน อารมณ์ของฮิวเมอริสต์,นิทานหรรษา,ฮิวเมอริสต์คิดเบ่ง ฯลฯ ได้กล่าวไว้ว่า...

“ผมได้รับแรงบันดาลใจ ในการรณรงค์เพื่อภาษาไทยมาจาก หลวงสําเร็จวรรณกิจ อาจารย์ประจําชั้น ตอนที่ผมเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ พ.ศ. 2460 ครั้งนั้นผมจัดการออกหนังสือพิมพ์ชื่อ ดรุณลิขิต”

สด กูรมะโรหิต ผู้เขียนนวนิยายแนวการเมืองได้แก่ ปักกิ่ง นครแห่งความหลัง,ระย้า,คนดีที่โลกไม่ต้องการ เป็นอาทิ ได้กล่าวไว้ในหนังสือแถลงการศึกษาเทพศิรินทร์เมื่อปี พ.ศ. 2508 ว่า...

“ข้าพเจ้าออกจากรั้วเขียวเหลืองไปสู่โลกภายนอก แทบเอาตัวไม่รอดเสียแล้ว ขอบคุณโรงเรียนเทพศิรินทร์ทได้มอบเข็มทิศมาให้ ข้าพเจ้าถือไว้อย่างมั่นคงไม่ ยอมปล่อย เข็มทิศเทพศิรินทร์ได้ช่วยข้าพเจ้าไม่ให้หลงทาง”

หม่อมเจ้าอากาศดําเกิง รพีพัฒน์ ทรงกล่าวถึงโรงเรียนเทพศิรินทร์ไว้ในนวนิยายเอกเรื่อง “ละครแห่งชีวิต” โดยการเล่าผ่านตัวละครเอกที่ชื่อ วิสูตร ศุภลักษณ์ ณ อยุธยา ตอนหนึ่งว่า...

“...ประวัติ การณ์ในโรงเรียนเทพศิรินทร์เป็นส่วนสําคัญตอนหนึ่งของเรื่องนี้ ทางเดินชีวิตของข้าพเจ้ามีความมืดมนอนธการร้อยแปดและโรงเรยีนเทพศิรินทร์คือ แสงสว่างน้อย ๆ ดวงแรกที่ข้าพเจ้าเห็น ความเป็นอยู่ในโรงเรียนและพวกอื่น ๆ ที่ข้าพเจ้าคุ้นเคยชอบพอเป็นยาย้อมนิสัย อันแข็งกระด้างและหัวใจของข้าพเจ้าให้อ่อนโยนลง”

นี่คือส่วนหนึ่งของนักเขียนที่เป็นนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์แสดงความรู้สึกของตนที่มีต่อสถานศึกษาที่เคยบ่มเพาะด้านการศึกษาและด้านความคิดในวาระต่าง ๆ กัน ซึ่งเป็นที่รับรู้กันของคนในวงวรรณกรรมว่าโรงเรียนเทพศิรินทร์เป็นสถานศึกษาเก่าแก่ที่ให้กำเนิดนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์มากที่สุดในประเทศไทย

หากคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนรุ่นหลังแล้ว น้อยคนจะรู้ว่าโรงเรียนเทพศิรินทร์เป็นสถานศึกษาที่จะเรียกว่า“สร้าง”นักเขียน ก็ไม่น่าจะผิด รวมทั้งนักหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงประดับวงวรรณกรรมและวงการหนังสือพิมพ์มาหลายคนและหลายยุคหลายสมัย เปรียบประดุจอัญมณีอันทรงค่าส่งประกายวาววามนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ศรีบูรพา

ไม่ว่าจะเป็นกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา ผู้เขียน แลไปข้างหน้า,ข้างหลังภาพ ฯลฯ,โชติ แพร่พันธุ์ หรือ ยาขอบ ผู้เขียน ผู้ชนะสิบทิศ,สินในหมึก ,มาลัย ชูพินิจ หรือ เรียมเอง และอีกนับสิบนามปากกา ผู้เขียน แผ่นดินของเรา,เมืองนิมิต.ล่องไพร ฯลฯ, สด กูรมะโรหิต ผู้เขียน ระย้า,เลือดสีน้ำเงิน ฯลฯ ,หม่อมเจ้าอากาศดําเกิง รพีพัฒน์ ผู้เขียน ละครแห่งชีวิต,ผิวเหลือง ผิวขาว ฯลฯ อบ ไชยวสุ หรือ ฮิวเมอรสิสต์ ผู้เขียน อ้ายเปียด้วน,ฮิวเมอริสต์คิดเบ่ง ฯลฯ

ประหยัด ศ. นาคะนาท หรือ นายรําคาญ ผู้เขียน เที่ยวเขมรกับคึกฤทธิ์,ละครลิงแห่งชีวิต ฯลฯ เลียว สีเสวก หรือ อรวรรณ ผู้เขียน อกสามศอก,ชาติอาชาไนย ฯลฯ ,แสน ธรรมยศ หรือ ส. ธรรมยศ ผู้เขียน เสาชิงช้า,ศิลปะแห่งวรรณคดึ,พระเจ้ากรุงสยาม ฯลฯ ,เปลื้อง ณ นคร หรือ นายตำรา ณ เมืองใต้ ผู้เขียน ปริทรรศแห่งวรรณคดีไทย,บทเรียนชีวิต ฯลฯ ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว ผู้เขียน ภูเขียน,คาวคน ฯลฯ ,ปรีชา อินทรปาลิต หรือ ป. อินทรปาลิต ผู้เขียนหัสนิยายชุด พล นิกร กิมหงวน,วาทิน ปิ่นเฉลียว หรือ “พี่ต่วย” แห่งต่วย ’ตูน และ ฯลฯ

ไล่เรียงเรื่อยมาเป็นเวลาอีกยาวนาน จนกระทั่งถึงนักเขียนรุ่นหลัง ทั้งรุ่นลูก รุ่นหลานและรุ่นเหลนได้แก่ อดุล จันทรศักดิ์ หรือ อัคนี หฤทัย,ธีรภาพ โรหิตกุล,ทองแถม นาถจำนง หรือโชติช่วง นาดอน,สมศักดิ์ มงคลมหาชัย หรือ ส. เทพรำเพย,ชัยวัฒน์ วิบูลยสวัสัดิ์ หรือ วินนี่ เดอะปุ๊ ฯลฯ จนถึง ยุคของนักเขียนรุ่นใหม่อย่าง พิทักษ์ ไทรงาม หรือ ฮ. นิกฮูกู นั่นเอง

อรวรรณ

โรงเรียนเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนชายล้วนของรัฐบาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2428 ซึ่งถือว่าเป็นโรงเรียนชายล้วนของรัฐบาลที่เก่าแก่รองจากโรงเรียนสวนกุหลายวิทยาลัยที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2425 ที่สำคัญก็คือ โรงเรียนเทพศิรินทร์เป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งเดียวในประเทศไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเข้ารับการศึกษา คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8

ปัจจุบันโรงเรียนเทพศิรินทร์มีอายุ 132 ปี นอกจากนี้โรงเรียนเทพศิรินทร์ยังประกอบด้วยโรงเรียนเครือข่ายที่มีคำนำหน้าว่า "เทพศิรินทร์" อีก 9 แห่ง อายุยาวนานถึงเพียงนี้ บ่งบอกให้เห็นถึงความเก่าแก่ของโรงเรียน จะมีนักเขียน-นักหนังสือพิมพ์ที่ถือกำเนิดจากสถานศึกษาแห่งนี้มากเพียงใด ยาขอบ หรือโชติ แพร่พันธุ์ ได้เล่าถึงประสบการณ์ครั้งที่ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ไว้ในหนังสือ “เกียรติยศแห่งสยาม”ตอนหนึ่งว่า...

“...การเรียนในสมัยนั้น มีประถมสามปี มีมัธยมแปดปี ใช้เวลาเรียนปีละชั้นตามปรกติ ธรรมดาที่เด็กเรียนกัน 11 ปี ก็จะจบมัธยมแปด แต่ข้าพเจ้าเรียนถึงสิบสองปีได้เพียงมัธยมสี่ เพราะในตอนหลัง ๆ โรงเรียนของข้าพเจ้าอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ บางทีก็อยู่ในวัดพระแก้ว เพื่อดูรูปรามเกียรติ์ หรือบางทีอยู่เสียที่โรงปูนซีเมนต์บางซื่อ ซึ่งสมัยนั้นไกลมาก

ข้าพเจ้าขึ้นมัธยมสอง เด็กสองคนที่เข้าโรงเรียนเดียวกันและชั่วโมงเดียวกันคือ คุณชูชาติ(ม.ล.ชูชาติ กำภู อดีตอธิบดีกรมชลประทานในสมัยนั้น)และคุณชิดเชื้อ(ม.ล.ชิดเชื้อ กำภู น้องม.ล.ชูชาติ) กำลังจะสอบสกอลาชิปแล้ว เพราะท่านทั้งสองเรียนปีละสองชั้น แต่ข้าพเจ้าได้ปีละชั้นก็เป็นบุญ โรงเรียนเทพศิรินทร์จะมีชื่อเสียงอย่างไรก็ตาม จะให้การศึกษาแก่กษัตริย์ จะให้การศึกษาแก่นายกรัฐมนตรี ข้าพเจ้าไม่กล่าวถึง แต่แม่เทพ แม่ดอกรำเพยทำประวัติไว้ที่คนสงสัย เป็นสถานศึกษาที่ผลิตนักประพันธ์ออกมามากที่สุดในเมืองไทย...”

“แม่ดอกรำเพย”ที่ยาขอบกล่าวถึงก็คือ ดอกรำเพย อันเป็นสัญลักษณ์ของโรงเรียนเทพศิรินทร์ที่“ลูกแม่รำเพย”ของ “แม่เทพ”ต่างรู้จักและอยู่ในใจของนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์หลายรุ่นและหลายยุคหลายสมัย แม้จะก้าวออกจากรั้วรำเพยโบยบินออกไปสู่โลกภายนอกตามวิถีชีวิตของใครของมันแล้วก็ตาม