ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

พลตำรวจตรี สรรเพชญ ธรรมาธิกุล เขียนไว้ใน “ตามพรลิงค์ ศรีวิชัย อาณาจักรที่ถูกลืม” บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรทะเลใต้ โดยตั้งเป็นคำถามชวนให้คิดว่า “ตามพรลิงค์และศรีวิชัย... อาณาจักรที่เคยมั่งคั่งและยิ่งใหญ่อยู่ในอุษาคเนย์มาเนิ่นนาน สามารถครอบครองดินแดนคาบสมุทรและมวลหมู่เกาะอันกว้างใหญ่ไพศาล เข้ามารวมเป็นแว่นแคว้นเดียวกันอย่างไม่เคยมีแว่นแคว้นใดทำได้มาก่อน

“แต่เหตุใดอาณาจักรที่มีชื่อเสียงเลื่องลือขจรแห่งนี้ จึงปิดฉากลงอย่างลึกลับ และหายสาบสูญไปอย่างเงียบๆ โดยไม่มีผู้ใดรู้เรื่องราวและรายละเอียดเลย ทิ้งไว้เพียงซากมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่าไว้เหนือดินแดนประเทศไทยและต่างแดนอย่างเหลือคณานับ สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน...” พลตำรวจตรี สรรเพชญ ธรรมาธิกุล ทิ้งคำถามสำคัญไว้ให้ชวนขบคิด

เช่นเดียวกับที่ เสนีย์อนุชิต ถาวรเศรษฐ อนุกรรมการและเลขานุการ คณะอนุกรรมการตรวจสอบหลักฐานอาณาจักรศรีโพธิ์ วุฒิสภา เขียนไว้ในหนังสือ “สยามประเทศไม่ได้เริ่มต้นที่สุโขทัย” เน้นย้ำถึง
“ศรีโพธิ์” มหาอาณาจักรนอกประวัติศาสตร์ (รัชกาลที่ ๑ พ่อหะนิมิต) โดยกล่าวว่าเรื่องราวของ “อาณาจักรศรีโพธิ์” หรือ “อาณาจักรศรีวิชัย” นั้น นักประวัติศาสตร์ทั่วโลกยอมรับว่าเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นจริงในอดีต ประกอบด้วยหลายแว่นแคว้น เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในดินแดนตะวันออกเทียบเท่าอาณาจักรโรมัน แตกต่างกัน

เพียงอาณาจักรโรมันเป็นอาณาจักรทางบก ส่วน “อาณาจักรศรีโพธิ์” เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ทางทะเล

“ดังนั้น หลาย ๆ ชาติ จึงมักจะอ้าง “อาณาจักรศรีโพธิ์” เป็นอาณาจักรของชนชาติตนเองในอดีต ทำให้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นเรื่องข้อเท็จจริงในอดีต กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้น และกลายเป็นปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศไปด้วย” เสนีย์อนุชิต ถาวรเศรษฐ ฝากแง่คิดแหลมคมไว้ให้ผู้รู้ได้วิพากษ์กันต่อ เพราะตราบกระทั่งทุกวันนี้ประวัติศาสตร์เหล่านี้ยังคงเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ ตามแรงเหวี่ยงของผู้เห็นประโยชน์

สันนิษฐานเรื่องที่ตั้งของ “อาณาจักรศรีวิชัย” จะเป็นเช่นใดก็ตาม หากทว่าสิ่งที่มีหลักฐานชัดเจนแน่นอนประการหนึ่ง คือ ศูนย์กลางอาณาจักรศรีวิชัยและ “จัมบี” มีความใกล้ชิดผูกพันกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งมายาวนาน

หลังใช้เวลาสำรวจร่องรอยทางโบราณคดีบริเวณอุทยานทางโบราณคดี Bukit-Siguntang (Seguntang หรือ Siguntang Mahameru) ตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำมูสี (Musi) เส้นเลือดใหญ่ของเมืองปาเล็มบัง ซึ่งเชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับอาณาจักรศรีวิชัยและเป็นดินแดนดั้งเดิมของ “ชาวมาเลย์” ผู้เขียนก็เริ่มเดินทางต่อ ข้ามฟากจากแม่น้ำมูสีไปสู่ “แม่น้ำบาตังฮารี” ที่เกี่ยวข้องกับ “สายน้ำโมโลยู” หรือ “มลายู” รัฐโบราณที่ปรากฏในบันทึกทางประวัติศาสตร์สำคัญ ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดจัมบี (Jambi) ทางตอนกลางค่อนไปทางชายฝั่งตะวันออกของเกาะสุมาตรา

ภูมิประเทศของจังหวัดจัมบี มีความแตกต่างกันมาก ด้านทิศตะวันออกมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบต่ำ ส่วนทิศตะวันตกเป็นภูเขา มีเทือกเขาซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชติอยู่ในเขต “มองเกรินซิ” โดยถูกกำหนดเป็นเขตอุทยานแห่งชาติถึง 4 แห่ง แตกต่างกันไปตามกายภาพและเอกลักษณ์เฉพาะ ในแผนเดิมผู้เขียนตั้งใจไปสัมผัสภูเขาที่สูงที่สุดบนเกาะสุมาตราชื่อว่า “เขาเครินชี” เพื่อทัศนาพื้นที่โดยรอบ แต่ด้วยเวลาไม่อำนวย จึงมุ่งตรงไปยังแหล่งโบราณคดีสำคัญ คือ “วัดมัวรา จัมไบ”

นั่งรถลัดเลาะจากตัวเมืองจัมบีสู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไปตามเส้นทางคดเคี้ยว ผ่านเมือง ผ่านชุมชน ป่าเขา ลำธาร ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร จึงเข้าสู่พื้นที่ของ “วัดมัวรา จัมไบ” ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำสายสำคัญของเมืองคือ “แม่น้ำบาตังฮารี (Batanghari River)” เส้นเลือดใหญ่ของเมืองซึ่งเปรียบเสมือนแกนกลางหลัก รองรับลำธารใหญ่น้อยจากที่ต่างๆ รอบทิศ หนึ่งในนั้นก็คือ “แม่น้ำมลายู” นั่นเอง

“มัวรา จัมไบ” เป็นศาสนสถานสำคัญเนื่องในพุทธศาสนา ได้รับการยกย่องว่าเป็นโบราณสถานที่สำคัญที่สุดบนเกาะสุมาตรา พื้นที่บริเวณโบราณสถานสำคัญ รถยนตร์ไม่สามารถเข้าถึงได้ จึงใช้บริการซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์วิบากของเจ้าถิ่นซึ่งทำหน้าที่เป็นไกด์ท้องถิ่นด้วย พาขี่เลาะเลื้อยจนไปถึงบริเวณที่ตั้งวัด มีซากกองโบราณสถานกระจายอยู่ทั่วไป สันนิษฐานว่าถูกก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14 บางจุดมีเจ้าหน้าที่กำลังทำการปรับแต่งซากโบราณสถานกันอยู่ ไกด์ท้องถิ่นบอกเล่าว่า บริเวณนี้มีสิ่งก่อสร้างรูปทรงคล้ายโบสถ์ของศาสนาพุทธอยู่จำนวน 8 โบสถ์ ตั้งอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน ก่อนหน้านี้มีการขุดพบเทวรูปเทพีสูง 32 เซนติเมตร ทำด้วยบรอนซ์ พระหัตถขวาของเทวรูปถือดอกบัวตูม ส่วนพระหัตถ์ซ้ายถือดวงประทีบ เชื่อกันว่าเทวรูปองค์นี้ คือ “พระลักษมี”

นี่อาจเป็นเพียงหนึ่งในหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ทำให้สามารถย้อนไปถึงบันทึกของ ศาสตราจารย์วัง กง วู (Prof. Wang Gung Wu) ซึ่งได้ทำการศึกษาค้นคว้าในบันทึกจีนโบราณ และพบว่าในศตวรรษที่ 13 ยังไม่มีการบันทึกถึงคำว่า “มลายู” ในฐานะชนชาติหนึ่ง มีเพียงการบันทึก “มลายู” ในฐานะเป็นสถานที่แห่งหนึ่งในทางตะวันออกของเกาะสุมาตรา จะมีเพียงศตวรรษที่ 18 ที่กล่าวถึง “มลายู” ในฐานะชนชาติหนึ่ง หรือเป็นไปตามบันทึกของตะวันตกที่กล่าวว่า ตอนต้นศตวรรษที่ 17 คำว่า “มลายู” มีการใช้ในความหมายที่กว้าง ครอบคลุมถึงชนชาติที่อยู่ในภูมิภาคมลายู (Nusantara) ชนชาวมลายูได้ทิ้งร่องรอยทางอารยธรรมไว้มาก อาณาจักรโบราณของชนชาวมลายู เช่น อาณาจักร ฟูนัน ซึ่ง Daniel Georse E. Hall ได้กล่าวว่า “ชาวฟูนันเป็นชนชาติมลายู” (The Funanese were Malay Race) และ Prof. Nguyen The Ah ชาวเวียดนามก็ได้กล่าวว่า “อาณาจักรฟูนันใช้ภาษามลายู” นอกจากนั้นยังมีอาณาจักรจามปาในเวียดนาม อาณาจักรลังกาสุกะ อาณาจักรมัชฌปาหิต อาณาจักรศรีวิชัย รวมทั้งอาณาจักรมะละกา

ที่สำคัญ ยังปรากฏหลากหลายทรรศนะจากบรรดานักวิชาการที่ได้นำเสนอ เช่น ฟาน รอนเกล (Philipus Samuel Van Ronkel) มีความเห็นว่า เชื้อชาติมลายู ได้แก่คนที่พูดภาษามลายู และอาศัยอยู่ในดินแดนแหลมมลายู หมู่เกาะเรียวลิงกา (Riaulingga) บริเวณสุมาตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ “ปาเล็มบัง (Palembang)” ขณะที่ โรบิกวิน (Robequin) ให้คำอธิบายเชื้อชาติมลายูอย่างกว้างกว่าว่า ภูมิภาคมลายูนั้นครอบคลุมแหลมมลายู สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ไม่รวมนิวกินี และหมู่เกาะมีลานีเซีย หรือเช่นที่ เบนตัน วิลเลียม (Benton William) ให้คำจำกัดความเชื้อชาติมลายูว่า เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง บรรพบุรุษของพวกเขามาจากกลุ่มชาติพันธุ์ออสโตรนีเซีย โปรโตมลายู โปรโตมองโกลอยด์ อินโดนีเซีย หรือมาลายัน ชาติพันธุ์นี้เป็นที่เชื่อกันว่าแหล่งดั้งเดิมอยู่ที่มณฑลยูนนานทางตอนใต้ของประเทศจีน คนเหล่านี้เร่ร่อนลงมาทางตอนใต้ลุ่มแม่น้ำโขงในราวๆ 2500 ปี 1500 ปี ก่อนคริสตศักราช ต่อมาพวกเขาได้อาศัยอยู่ในบริเวณคาบสมุทรมลายู หมู่เกาะอินโดนีเซีย มาดากัสการ์ และเกาะติมอร์ และ เอ เอช คีน (A.H.Kean) ซึ่งเป็นนักมานุษยวิทยามีทรรศนะว่า เชื้อชาติมลายูมีการผสมกันระหว่างเชื้อชาติคอเคซัสกับเชื้อชาติมองโกล ทรรศนะนี้เป็นทรรศนะที่ตั้งอยู่บนทฤษฎีที่ว่า ชาวมลายูมีที่มาดั้งเดิมจากทางตอนเหนือของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น

แน่นอนว่ายังมีเรื่องราวอีกมากมายอันเนื่องมาจากคำ “มลายู” แต่อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคงเป็นไปตามที่ไกด์ท้องถิ่นให้ข้อมูลกับผู้เขียนว่า ผู้คนที่อาศัยอยู่ในอาณาบริเวณโดยรอบของ “วัดมัวรา จัมไบ” ต่างปักใจเชื่อกันมาโดยตลอดว่า ณ ที่นี้ คือสถานที่แห่งแรกของโลกที่ปรากฏหลักฐานคำว่า “มลายู” หรือ “อาณาจักรมลายูโบราณ”