สถาพร ศรีสัจจัง

อาจจะเนื่องจากชนชาติ “ไท” เป็นชนชาติที่มีภาษา และพัฒนาการทางสังคมเป็นของตัวเองมายาวนานพอควร แม้หลักฐานที่พอจะหาพบ และเชื่อถือได้ มีเพียงลึกเข้าในประวัติศาสตร์ไม่เกิน 7-8 ร้อยปีก็เถอะ แต่เฉพาะเรื่องภาษาเขียน ซึ่งเป็นสิ่งสำแดงความเป็นชาติ “อารยะ” อย่างสำคัญนั้น จารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัย ก็บอกเราว่ามีมาแล้วร่วม 700 ปี อย่างแน่นอน
         

พัฒนาการเรื่องศิลปะการใช้ภาษานั้น เป็นเครื่องชี้ถึง “ความจัดเจนทางสังคม” ของชนชาตินั้นๆประการหนึ่ง 
          
กล่าวสำหรับชนชาติไทย นอกจากจะมีมรดกทางวัฒนธรรมด้านภาษาที่เรียกว่า “วรรณศิลป์” หรือ “วรรณคดี” ไว้อวดความเป็นอารยะอย่างไม่อายชาติไหนๆแล้ว (แม้ผู้ปกครองรุ่นใหม่ๆในยุคทุนนิยมที่มักมองทุกอย่างเป็น “มูลค่า” มักจะไม่ค่อยเห็นคุณค่าสักเท่าไหร่นักก็ตาม) เรายังมีสิ่งที่เรียกว่า “สำนวนภาษา” ที่บรรพบุรุษสร้างสรรค์สั่งสมไว้ให้เลือกใช้อีกเป็นจำนวนมาก
          
ได้แก่ ทั้งที่เรียกว่า สุภาษิต คำพังเพย สำนวน อุปมาอุปมัย หรือ บุคลาธิษฐาน เป็นต้น
         
วันนี้เราลองมาพูดคุยกันถึงเรื่องนี้สักหน่อยจะดีไหม?
         
โดยเริ่มที่การตั้งคำถามว่า สำนวนคำพังเพยต่อไปนี้ “เหมือน” หรือ “แตกต่าง” กันอย่างไร?
           
เลือกมาเพียงสัก 4 สำนวนก็น่าจะพอ สำนวนแรกคือคำพังเพยที่ว่า “หนีเสือปะจระเข้” ส่วนสำนวนที่สองคือ “กบเลือกนาย” ที่สาม “อยู่ระหว่างเขาควาย” และสำนวนที่สี่สุดท้าย เป็นของคนภาคใต้ (นายหัวชวน)เขา ก็คือสำนวนที่ว่า “อย่าเอาบ่าไป
ตรันวานหมี”
           
อธิบายศัพท์ใต้เสียก่อนว่า คำ “ตรัน” นั้นในภาษาถิ่นใต้อาจหมายถึง “ยันหรือดันเอาไว้” (ถ้าไม่สิ่งของก็คือการยืนยันความเชื่อในเรื่องนั้นๆอย่างไม่ยอมเปลี่ยนความคิด) ส่วน “วาน” ก็คือ “ทวาร” หรือก้นนั่นเอง ดังนั้น

สำนวน “อย่าเอาบ่าไปตรันวานหมี” จึงย่อมหมายถึง “เห็นหมีกำลังกินผึ้งบนต้นไม้อยู่เกิดนึกสนุก จึงเอาบ่าไปยันก้นหมีไว้กับรังผึ้ง” นั่นเอง เมื่อไหร่ปล่อยหมีหลุดจากบ่าก็เป็นอันเจ๊งกะเด้ะ เพราะต้องโดนอุ้งเล็บหมีตบเอาอย่างแน่นอน!
           

ที่ยกสำนวนไทย และสำนวนคนใต้เหล่านี้มาคุยก็เพราะ เห็นสภาพสังคมไทยตอนนี้แล้ว ผู้คนราษฎรชาวไทยแท้ช่างน่าเป็นห่วงเป็นกังวลว่า จะต้องตกอยู่ในภาวะดังเนื้อหาในสำนวนทั้งหลายที่ยกมากล่าวอยู่หรือเปล่า?
           
กลุ่ม “นักการเมืองไทยวันนี้” ที่เมื่อสรุปเนื้อหารวมแล้วน่าจะมีไม่เกิน 3 กลุ่ม 3 ประเภท ที่กำลังเสนอหน้าเสนอตาเสนอตัวให้ชาวบ้าน “ต้องเลือก” กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (แม้นักวิชาการใจเปรี้ยวทั้งหลายอาจจะบอก ในระบอบประชาธิปแบบเลือกตั้งคุณจะ “แอ็บสะเตน” คือใช้สิทธิ์ไม่เลือกใครก็ได้ ไอ้เวร!)อยู่นั้น หรือจะไม่ใช่สิ่งที่สำนวนไทยโบราณนิยามไว้ว่าเป็น “เสือหรือจระเข้” /หรือ “เขาควาย” หรือ “หมี” (ตามสำนวนชาวใต้)?
            

ส่วนสำนวน “กบเลือกนาย” แม้จะมาจากนิทานอีสปของฝรั่ง แต่คนไทยก็รับมาใช้จนกลายเป็นสำนวนไทยไปนานแล้ว ทั้งคนไทยแทบทุกยุคที่ผ่านมาก็มักต้องถูกเปรียบให้เป็นกลุ่มคนประเภท “กบเลือกนาย” อยู่เสมอมา ค่าที่บรรดาผู้ที่เสนอตัวว่าเป็น “นาย” ทุกยุคทุกสมัยทุกพวก มักเป็นคนประเภท “ปากหวานก้นเปรี้ยว” หรือไม่ก็ประเภท “ต่อหน้ามะพลับ ลับหลังตะโก” หรือ “เริ่มต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา” แทบทั้งสิ้น (หายกเว้นยากจัง!)
           
ในอดีตชาวบ้านที่อยู่ในเขตเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเภทไทย ที่ทางการเรียกว่า “พื้นที่สีแดง” นั้นถูกเรียกเป็นความเปรียบเสมอๆว่า “อยู่ระหว่างเขาควาย” คือขยับไปทางไหนก็ต้องโดนคมเขาควายทิ่มตำเอาทั้งสิ้น ฟังว่าในปัจจุบันพี่น้องชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนหนึ่งก็ยังตกอยู่ในภาวะเช่นนี้อยู่
           
สภาวะทางการเมืองไทยที่ชาวบ้านถูกบีบให้อยู่ในสภาพ ไอยู่ระหว่างเขาควาย” หรือ “หนีเสือปะจระเข้” เช่นนี้ สุดยอดเกจิทางการเมืองคนไหนช่วยบอกทีว่า ทางออกของพวกเขาควรเป็นอย่างไร?
            
เรื่องนี้คงไม่กล้าถามท่านนายกฯลุงตู่หรอก เดี๋ยวโดนตวาดกลับมาอีก!!!