รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

เรียกว่าเป็นประเด็นที่สร้างกระแส...เกิดข้อถกเถียงในสังคมไม่น้อย เมื่อกรมการขนส่งทางบกเสนอปรับแก้กฏหมาย พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 นำมารวมเป็นกฏหมายฉบับดียว เพื่อให้เป็นกฎหมายเดียว ง่ายต่อการกำกับดูแล รวมทั้งเร่งปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมาย ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับพฤติกรรมขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนนให้มากขึ้นในยุคปัจจุบัน

พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตราที่มีความสำคัญ ซึ่งกรมการขนส่งทางบกเสนอให้มีการแก้ไขปรับเพิ่มโทษ ประกอบด้วย มาตรา 64 ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต ตามกฎหมายเดิมลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท แต่กฎหมายใหม่เสนอให้ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท มาตรา 65 ขับรถในระหว่างใบอนุญาตสิ้นอายุ ถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต หรือถูกยึดใบอนุญาต ตามกฎหมายเดิมลงโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท แต่กฎหมายใหม่เสนอให้ คือ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ส่วนโทษ ปรับเพิ่มขึ้นเป็นสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท และมาตรา 66 ขับรถ โดยไม่แสดงใบอนุญาต ตามกฎหมายเดิมปรับไม่เกิน 1,000 บาท แต่ตามกฎหมายใหม่ เสนอให้ปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท

เป้าประสงค์ของการปรับกฏหมายดังกล่าว ก็คือ การเพิ่มบทลงโทษทางกฏหมาย น่าจะสามารถแก้ไขปัญหาจราจร เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนและลดอุบัติเหตุในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้

การปรับปรุงกฏหมายให้มีความเหมาะสมกับยุคสมัยแม้จะเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น แต่กฏหมายจราจรเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนไม่น้อย ดังนั้น เมื่อจะมีการปรับปรุงกฏหมายดังกล่าว ก็ควรให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นประชาชน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,132 คน ประเด็น ประชาชนคิดอย่างไร? กับ การแก้ไขปัญหาจราจรในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลของรัฐบาล สรุปผลได้ ดังนี้

กรณีที่ รัฐบาลเตรียมเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.แก้ไขกฏหมายจราจรเพื่อเพิ่มโทษผู้กระทำผิด เช่น ไม่มีใบขับขี่ หรือมีใบขับขี่แล้วไม่พก ประชาชนคิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาจราจรได้หรือไม่? พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 53.71 คือ แก้ไม่ได้ เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ปัญหาการจราจรเป็นปัญหาที่มีมานาน เกิดจากความประมาทขาดวินัย ฝ่าฝืนกฎจราจร ระบบขนส่งสาธารณะไม่ดี ทำให้คนนิยมใช้รถส่วนตัว รถมีปริมาณมากกว่าถนน ฯลฯ

รองลงมา ได้แก่ แก้ได้ ร้อยละ 23.41 เพราะทำให้ผู้ขับขี่เกรงกลัวกฎหมาย ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง อาจช่วยลดปัญหาการจราจร และอุบัติเหตุได้ ฯลฯ และไม่แน่ใจ ร้อยละ 22.88 เพราะคงต้องรอดูก่อนว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ เป็นเพียงข้อเสนอยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติจริง ฯลฯ

ประชาชนคิดอย่างไร? กรณีที่ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางแก้ปัญหาจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่กำลังวิกฤตอยู่ในขณะนี้ พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 45.83 คือ ควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แก้ให้ตรงจุด มีแผนระยะสั้นและระยะยาว รองลงมา ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมายต้องเข้มงวด ประชาชนต้องเคารพกฎจราจร ร้อยละ 32.00 อยากเห็นการจราจรในกรุงเทพฯ ดีขึ้น ทันสมัย เดินทางสะดวก ร้อยละ 29.33 ปัญหารถติดอยู่ในขั้นวิกฤติ โดยเฉพาะหน้าฝน เดินทางลำบาก ร้อยละ 28.50 และส่งผลต่อภาพลักษณ์ การท่องเที่ยว เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน ร้อยละ 19.00

ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาวิกฤตจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้สำเร็จหรือไม่? พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 55.03 คือไม่คาดหวังว่าจะสำเร็จ เพราะ เป็นปัญหาใหญ่ แก้ไขไม่ได้ ขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคล คนไทยไม่เคารพกฎหมาย ระบบขนส่งสาธารณะไม่รองรับการเดินทางของประชาชน ถนนหนทางไม่เป็นระบบ รถมีปริมาณมาก ฯลฯ

รองลงมา ได้แก่ ไม่แน่ใจ ร้อยละ 22.97 เพราะ ไม่รู้รายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร อาจต้องใช้เวลานาน ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ใช้รถใช้ถนน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตำรวจจราจร ฯลฯ และคาดหวังว่าจะสำเร็จ ร้อยละ 22.00 เพราะ เป็นรัฐบาลที่เด็ดขาด สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 44 ได้ มีความตั้งใจในการแก้ปัญหา หากทำสำเร็จ จะเป็นผลงานที่โดดเด่นของรัฐบาล ฯลฯ

ประชาชนคิดว่าวิธีการแก้ไขปัญหาจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ให้เป็นรูปธรรมควรทำอย่างไร? พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 51.17 คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจเคร่งครัด ทำตามกฎหมาย /ผู้ใช้รถใช้ถนนมีจิตสำนึก มีวินัย

รองลงมา ได้แก่ พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ดี ค่าโดยสารไม่แพง เพื่อให้บริการแก่ประชาชน ร้อยละ 36.68 มีมาตรการควบคุมจำนวนรถยนต์ จำกัดจำนวนรถยนต์ที่ครอบครอง ร้อยละ 34.07 ปรับผังเมือง กระจายความเจริญไปสู่จังหวัดอื่น ๆ สร้างงาน สร้างรายได้ ร้อยละ 28.85 และปรับปรุงถนน มีป้ายจราจรที่ชัดเจน ไม่จอดรถ ขายของในที่ต้องห้าม ร้อยละ 21.41
ที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ คือ ความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขจราจร ซึ่งต้องยอมรับว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยมองว่าการปรับกฏหมายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาจราจรได้ แต่ถ้าจะแก้ไขอย่างยั่งยืน...ก็คงต้องเริ่มจากการที่เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฏหมาย..ส่วนผู้ใช้รถใช้ถนนมีจิตสำนึกมีวินัย

ถ้า ณ วันนี้ เจ้าหน้าที่ยังทำหน้าที่หย่อนยาน...คนใช้รถยังขาดวินัยแล้วละก็...คงไม่ต้องอธิบายให้ยืดยาวว่า “ปัญหาจราจร” จะเป็นอย่างไร? น่าจะรู้คำตอบอยู่แก่ใจ...!!