ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

ความคืบหน้าในการปฏิรูปประเทศก็คงเดินหน้าต่อไปจนถึงระดับท้องถิ่นแล้ว ซึ่ง “การปฏิรูปท้องถิ่นมีกฎหมาย 6 ฉบับ” ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้นำเสนอต่อรัฐบาล และส่งต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ช่วยปลายเดือนสิงหาคม หรือต้นเดือนกันยายน และทางสภาสนช. จะใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งน่าจะจบกระบวนการประมาณเดือนพฤศจิกายน

และจะทูลเกล้าฯ ถวายต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ซึ่งอาจใช้เวลาอีก 3 เดือน ทั้งนี้พระองค์ท่านน่าจะส่งคืนมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์ และส่งคืนให้แก่รัฐบาลประมาณเดือนมีนาคม

ประเด็นสำคัญ “ประชาชนระดับฐานราก” เป็นฐานสำคัญ เนื่องด้วยเป็น “ประชาชนระดับท้องถิ่น” ที่จะมีบทบาทสำคัญในการสร้าง “การมีส่วนร่วม” กับ “การพัฒนาประเทศชาติในอนาคต” โดยเฉพาะ “ประชาธิปไตย” ที่มีมาตรฐาน

“การมีส่วนร่วม” ด้วยการสร้าง “หลักธรรมาภิบาล” และ “ชักชวนพี่น้องประชาชนให้มีความรู้-ความเข้าใจ-ตระหนัก-สำนึก” และ “มีส่วนร่วม” กับ “การคัดเลือกผู้แทนประชาชน” เข้ามาเป็น “ผู้แทนราษฎร-สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ที่ต้องมีการเลือกเฟ้นมาจากประชาชนด้วย “ตะแกรงอย่างดี” มิใช่เลือกมาจาก “การซื้อเสียง” หรือ “จากอิทธิพลเถื่อน”

ทั้งนี้ว่าไปแล้ว จากประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทยที่ผ่านมา “การเมืองไทย” นั้นมักมีแต่ “เงิน” เป็นปัจจัย และ “ผู้มีอิทธิพล” เป็นอีกปัจจัยคู่กันตลอด เราจึงได้แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนร้อยละไม่ต่ำกว่า 60-70 ที่มักเป็นผู้ไม่มีความรู้หรือมีความรู้ แต่มักกอบโกยผลประโยชน์หรือ “ถอนทุน” จาก “การลงทุนทางการเมือง” ที่เรารู้จักกันดีว่า “ธุรกิจการเมือง (Political Business)”

อย่างไรก็ตาม “นักการเมืองที่ดีมีอุดมการณ์และหลักการ” ก็มีพอสมควรแต่มีจำนวนไม่มากที่จะต่อกรหรือลบล้าง “นักการเมืองไม่ดี” ออกไปจากสภาผู้แทนฯไปได้ เท่านั้นยังไม่พอ บรรดา “นายทุน” ที่มักเป็นทั้ง “นายทุนสนับสนุนอยู่ข้างหลัง” หรือไม่ก็เป็น “หัวหน้าพรรค” เสียเอง ในกรณีนี้นับว่า “แย่สุด!” ที่ทำให้ระบบการเมืองไทยจึงมีแต่การ “ฉ้อราษฎร์บังหลวง-ทุจริตคดโกง” มาโดยตลอด และเลวร้ายสุดในช่วงปี 2543-2557 เป็นต้นมาจนเกิด “กลียุคทางการเมือง” แต่ในอดีตก็เคยเกิดขึ้นแต่ไม่แย่เท่าช่วงนี้ และกลายเป็น “วัฎจักรทางวงจรอุบาทว์ทางการเมือง” กล่าวคือ “ยึดอำนาจ-กองทัพมาบริหารและจัดให้มีการเลือกตั้ง-นักการเมืองบริหารประเทศและทุจริตคดโกง-ยึดอำนาจ” ขอย้ำว่านี่แหละที่เรียกกันว่า “วงจรอุบาทว์ของการเมืองไทย”

ถามว่า ต่างประเทศมีหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า “มี” แต่มักเกิดกับ “กลุ่มประเทศที่ด้อยพัฒนา” หรือ “กลุ่มประเทศที่ 3” ที่ “ประชาชนขาดจิตสำนึกทางการเมือง-ขาดความรู้ทางการเมือง” และไม่สำคัญเท่ากับว่า “ขาดการมีส่วนร่วมทางการเมือง” แต่เลวร้ายสุดคือ “เห็นเงินเป็นพระเจ้า!”

เพราะฉะนั้นในยุคปัจจุบัน “การปฏิรูปประเทศ” จึงมีความสำคัญมากที่รัฐบาลปัจจุบันเพิ่งจะกำหนด “ยุทธศาสตร์ชาติ” ขึ้นมาเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน มีแต่เพียง “แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ” เท่านั้นตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ

“ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ที่มีทั้งหมด 6 ฉบับ และ “แผนปฏิรูป 11 ฉบับ” บวกกับ “แผนปฏิรูป 2 ฉบับ : ปฏิรูปการศึกษา-ปฏิรูปตำรวจ” อีก 2 ฉบับ ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เพิ่งจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในชาติบ้านเมืองเรา โดยมีข้อบังคับว่า “ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามผิดกฎหมายติดคุกแน่นอน!” กรณี “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี!” ท่านรองนายกรัฐมนตรี ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม แจ้งมา

ถามว่า ทำไมต้องเอาจริงเอาจังขนาดนั้น เหตุผลก็เพราะว่า ถ้าไม่เอาผิดทางอาญาขนาดนั้น ชาติบ้านเมืองก็จะโย้แย้จนล้มตลอดมา ดังนั้นต้อง “ตีกรอบ” ให้ทุกคนเดินตาม “เหมือนกรอบฟุตบาท” ที่ผู้คนห้ามเดินข้ามถนนอย่างเด็ดขาด ถ้าจะเดินข้ามต้องกระโดดข้ามรั้วเท่ากับเป็นการบังคับประชาชนไปโดยปริยาย เป็นการอุปมาอุปมัยที่ประชาชนต้องมีการบังคับ มิเช่นนั้น “ใครจะทำอะไรก็ได้!” หรือ “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้!”

การปฏิรูปในครั้งนี้ จึงต้องเอาจริงเอาจังและ “ต้องเอาผิด!” ประชาชน ข้าราชการ และผู้คนทุกระดับชั้น มิเช่นนั้นบ้านเมืองก็จะถอยหลังลงคลอง ยิ่งยุคปัจจุบันสภาวะโลกเปลี่ยนแปลงผันผวนอย่างรวดเร็ว ถ้าเรายังคงเดินวนเวียนเหมือน “วนอยู่ในอ่าง” เราจะไม่ไปไหนเลย และอาจจะ “ลงเหวด้วยซ้ำไป!”

“ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” และ “แผนปฏิรูป 11 ด้าน” กับ “แผนปฏิรูปอีก 2 ด้าน” นั้น จึงมีความจำเป็นที่จะทำให้ “ประเทศก้าวข้ามประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยอยู่กับที่ได้!” และไม่สำคัญเท่ากับว่า “เราต้องก้าวข้ามสู่อนาคตที่ดีกว่าได้!” เพื่อ “อนาคตของชาติบ้านเมือง” เพื่อ “อนาคตของลูกหลานเหลนคนไทย” ทั้งนี้ การเมืองจะเป็นอย่างไร เราก็ต้องเดินหน้าสู่ “การเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตย” แต่ถามว่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบเต็มรูปแบบได้หรือไม่ ก็ต้องตอบว่า “ไม่น่าจะเป็นไปได้” เนื่องด้วย “เรายังมีนายทุนที่หวังทั้งอำนาจและเงิน” ที่ยังคงหิวโหยทั้งสองปัจจัยอยู่ “ประชาธิปไตยแบบไทยไทย” จึงจำเป็นต้องใช้อยู่ช่วงต้น!

และต้องถามว่า “กลุ่มคนเหล่านี้หัวใจทำด้วยอะไร ไม่รักและห่วงใยชาติบ้านเมืองลูกหลายเลยหรือ?” และ “ไม่คิดที่จะพัฒนาและยกระดับชาติบ้านเมืองให้พัฒนาเทียบเท่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์เลยหรือ?” จริงๆ แล้ว คนไทยที่ดีๆ มีเยอะยึดมั่นใน “หลักธรรมาภิบาล” และที่สำคัญในสังคมยุคปัจจุบันเป็น “ยุคสังคมโซเชียลมีเดีย” ที่ข้อมูลข่าวสารไปอย่างรวดเร็ว แทบทุกคนรู้แทบทั้งสิ้น ว่าใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร หรือ “ความลับไม่มีในโลก!” ไม่มีใครปิดบังอะไรได้ เพียงแต่ว่า “ใครจะกล้าแสดงออกมามีส่วนร่วมล้างระบบเดิมเท่านั้น” ดังนั้น “คนไทยทุกคนต้องตื่นตัว-ตระหนัก-สำนึก” และ “ปกป้องสิทธิ-รู้จักหน้าที่พลเมืองที่ดี” และ “สร้างอนาคตให้กับประเทศชาติ” ด้วยการ “เดินร่วมไปด้วยกันกับการพัฒนาชาติบ้านเมืองให้ดีกว่าเดิม”

“นี่แหละคือ การพัฒนาชาติอย่างแท้จริง ด้วยการจับมือมีส่วนร่วมในการพัฒนาชาติบ้านเมืองอย่างพร้อมเพรียงร่วมกัน!”