ณรงค์ ใจหาญ

เมื่อเกิดความผิดอาญาขึ้น เจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมและศาลจะมีหน้าที่ในการค้นหาความจริงและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ พยานเอกสาร รวมถึงพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ หรือพยานที่รวบรวมได้ทางเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อมาประกอบในการค้นหาความจริงว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำความผิดจริงหรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้ เจ้าพนักงานที่มีบทบาทสำคัญมากและถือเป็นต้นทางแห่งกระบวนการคือ ตำรวจ ซึ่งทำหน้าที่ทั้งการสืบสวน และสอบสวนคดีอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้กำหนดให้มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานและการสอบสวนเพิ่มเติมหลังจากที่พนักงานอัยการพิจารณาสำนวนการสอบสวนแล้วเห็นว่ายังมีประเด็นที่ต้องสอบสวนเพิ่มเติม ก็จะส่งมาให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวนแล้วส่งกลับไปที่พนักงานอัยการเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีต่อไป

ในการสอบสวนคดีอาญาของพนักงานสอบสวน กล่าวได้ว่า เป็นหน้าที่หลักของพนักงานสอบสวน ซึ่งต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ และดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐานที่สามารถนำสืบในชั้นพิจารณา ซึ่งดำเนินการโดยพนักงานอัยการได้อย่างมีคุณภาพและเพียงพอต่อการวินิจฉัยคดี ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายของการสอบสวนจึงไม่ใช่การรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อให้ได้ความว่าผู้ต้องหากระทำความผิด แต่รวมถึงพยานหลักฐานที่อาจพิสูจน์ว่า ผู้ต้องหาไม่ได้กระทำความผิดด้วย เพื่อให้พนักงานอัยการ หรือศาลได้วินิจฉัยจากพยานทั้งสองด้านแล้วจึงมีคำสั่งฟ้องหรือไม่ หรือมีคำพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ได้กระทำความผิด การรวบรวมพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหานี้มีบทบัญญัติในมาตรา 131 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้อย่างชัดเจน ประกอบกับ ในมาตรา 133 วรรคสาม ห้ามมิให้พนักงานสอบสวนตักเตือน พูดให้ท้อใจ หรือใช้กลอุบายอื่นเพื่อป้องกันมิให้บุคคลใดให้ถ้อยคำ ซึ่งอยากจะให้ด้วยความเต็มใจ ทั้งนี้เพื่อให้พยานให้การด้วยความสมัครใจ อันจะนำมาซึ่งความจริงตามที่พยานรู้เห็น นอกจากนี้การสอบปากคำผู้ต้องหา แม้ว่ากฎหมายจะไม่บังคับให้ผู้ต้องหาให้การก็ตาม แต่มีหลักประกันสิทธิของผู้ต้องหาดังกล่าวในชั้นสอบสวน ในมาตรา 135 ห้ามมิให้พนักงานสอบสวนทำหรือจัดให้ทำการใดๆ ซึ่งเป็นการให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำโดยมิชอบ ประการใดๆ เพื่อจูงใจให้เขาให้การอย่างใดๆ ในเรื่องที่ต้องหานั้น ซึ่งหมายความว่า หากผู้ต้องหาจะให้การอย่างใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับสารภาพหรือภาคเสธ ต้องเกิดจากความสมัครใจของผู้ต้องหานั้น

ในทางปฏิบัติของการสอบปากคำผู้ต้องหา หรือพยานในคดีอาญา บางครั้งเกิดปัญหาว่าผู้เสียหายได้รับการสอบปากคำอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรมอันเนื่องจากคำถามของพนักงานสอบสวนบางท่านที่ไม่เข้าใจความรู้สึกหรือผลกระทบต่อจิตใจผู้เสียหายที่ถูกประทุษร้ายด้านร่างกายหรือจิตใจ หรือในความผิดเกี่ยวกับเพศ จึงทำให้มีคำถามบางคำถามที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจผู้เสียหาย หรือเป็นคำถามที่ถามเพราะมองว่าผู้เสียหายมีส่วนยินยอมหรือนำความเท็จมาแจ้ง เป็นต้น ซึ่งวิธีการถามดังกล่าวจึงก่อให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจของผู้เสียหายโดยเฉพาะในคดีทำร้ายร่างกายหรือความผิดเกี่ยวกับเพศ ผลของการมาร้องทุกข์หรือให้การจึงทำให้ผู้เสียหายถูกประทุษร้ายซ้ำจากคำถามในระหว่างการสอบสวน โดยผู้สอบสวนเองก็ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น แต่เกิดเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือความไม่รู้ถึงผลกระทบต่อจิตใจของผู้เสียหายในบางคดี

ในทางตรงกันข้าม การสอบปากคำผู้ต้องหาซึ่งกฎหมายให้สิทธิที่จะไม่ให้การ แม้ว่าผู้ต้องหาจะให้การปฏิเสธในการสอบปากคำ แต่มีหลายๆ กรณีที่พนักงานสอบสวนรู้สึกว่าหากเรียกมาสอบปากคำอีก ผู้ต้องหาอาจเปลี่ยนใจ หรือมีเทคนิกในการทำให้ผู้ต้องหาให้การ ซึ่งหมิ่นเหม่ต่อการที่จะเป็นการบังคับ ขู่เข็ญหรือทรมานให้รับสารภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกมาสอบในเวลากลางคืน หรือเรียกมาสอบทุกๆ สองชั่วโมง เป็นต้น อย่างไรก็ดี คำรับสารภาพของผู้ต้องหาเป็นเพียงพยานหลักฐานหนึ่งที่จะแสดงให้เห็นว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้ดำเนินคดีผิดตัว ไม่ใช่แพะในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเมื่อได้คำรับสารภาพแล้วก็จะพาผู้ต้องหาไปขยายผลหรือนำไปหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม อันทำให้ลดเวลาในการแสวงหาพยานหลักฐานในคดีนั้น แต่หมิ่นเหม่ต่อการที่จำเลยจะต่อสู้ในศาลว่าเป็นคำให้การที่ขัดต่อมาตรา 135 เพราะถูกบังคับให้รับสารภาพ หรือ ถูกทรมาน และหากไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบเพื่อยืนยันว่าจำเลยกระทำความผิด ศาลจะยกฟ้องจำเลย

การพัฒนางานสอบสวนของต่างประเทศ เช่น ตำรวจนอร์เวย์ ตำรวจอังกฤษ ได้เพิ่มเทคนิคการสอบปากคำผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายหรือพยาน เพื่อให้ได้ความจริงและให้ความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของผู้ให้ปากคำ โดยปรับเปลี่ยนทัศนคติของพนักงานสอบสวนในการสอบปากคำ ซึ่งเป็นการตั้งคำถามเพื่อให้ได้ความจริง ตามลำดับของเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้ให้ถ้อยคำตอบตามลำดับ และมีคำถามที่ตรวจสอบถึงความน่าเชื่อหรือไม่น่าเชื่อของคำตอบของพยานหรือผู้ต้องหา รวมถึงเทคนิคที่ทำให้พยานหรือผู้ต้องหาให้การ โดยไม่ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม แต่ไม่ถึงเป็นการบังคับหรือทรมาน การเปลี่ยนตามแนวทางปฏิบัติที่กล่าวข้างต้น เปลี่ยนกรอบความคิดจากพยานต้องตอบคำถาม ตามคำถามที่พนักงานสอบสวนถาม มาเป็นเตรียมข้อมูลหรือพยานหลักฐานแวดล้อมของคดีไม่ว่าจะเป็นพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ พยานวัตถุ พยานเอกสาร ให้พร้อมก่อน และพนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบและเตรียมพยานเหล่านี้ไว้ก่อนที่จะสอบปากคำพยานหรือผู้ต้องหา โดยมีพื้นฐานว่า แม้พยานหลักฐานแสดงออกชัดว่าผู้ต้องหา เป็นผู้กระทำความผิด แต่อาจมีบางอย่างที่ทำให้เป็นอย่างอื่นได้ เช่นเป็นการทำโดยป้องกัน หรือ จำเป็น หรือเป็นการจับผิดตัว ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านี้ พนักงานสอบสวนจะได้จากผู้ต้องหาที่จะให้การ การสอบปากคำพยานฝ่ายผู้ต้องหาหรือตัวผู้ต้องหาเอง จะทำให้ได้ข้อมูลเหล่านี้ ในทางกลับกันหากผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ แต่พนักงานสอบสวนได้นำเสนอพยานที่รวบรวมมาได้ ให้ผู้ต้องหาหรือทนายความที่นั่งฟังอยู่ด้วยทราบ ผู้ต้องหาอาจให้การรับสารภาพด้วยความเต็มใจ

ข้อแนะนำในเทคนิกการสอบปากคำนี้ จึงเน้น การเตรียมและวางแผนการสอบสวน การอธิบายถึงสิทธิของผู้ต้องหา สิทธิของพยานก่อนสอบปากคำ การเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาหรือพยานเล่าเหตุการณ์โดยไม่ขัดจังหวะ การสอบถามเพิ่มเติมในข้อเท็จจริงที่ได้มาก่อนล่วงหน้า และการประเมินความถูกต้องแท้จริงของคำให้การที่ได้มา ซึ่งจะทำให้พยานหรือผู้ต้องหาให้ความร่วมมือ และให้การด้วยความเป็นจริงต่อไป (ข้อมูลนี้สามารถค้นเพิ่มเติมได้ ใน College of Policing (UK), Investigative interviewing, available from:https//goo.gl/Dulnfp, CTI compilation of capacity building and trainning materials ,available from https//www.cti2024.org)

โดยสรุป การสอบสวนคดีอาญาของพนักงานสอบสวนที่อาจไม่ได้ความจริง ส่วนหนึ่งจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพของการสอบสวน โดยวางมาตรฐานการสอบสวนคดีอาญา และฝึกฝนอบรมตำรวจผู้ทำหน้าที่สอบสวนให้สามารถสอบปากคำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีเครื่องมือในการรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างครบถ้วนก่อนสอบปากคำ จึงจะได้ข้อมูลที่นำเสนอพนักงานอัยการและนำสู่การพิจารณาได้อย่างถูกต้อง อันเป็นการป้องกันการที่ศาลลงโทษผิดตัว หรือถูกศาลพิพากษายกฟ้องเพราะไม่มีหลักฐานต่อไป อันนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเกิดโศกนาถกรรมตามมาอย่างที่ปรากฏในปัจจุบัน