รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

ถ้าคนแต่ละวัยคิด...ทำ...พูด...มีทัศนคติ...แสดงพฤติกรรรมเหมือนกัน ผลการสำรวจนี้ก็คงไม่เกิด...ข้อเขียนนี้ก็คงไม่ต้องเขียน แต่เพราะคนแต่ละช่วงวัยมีความแตกต่างกัน ดังนั้น การรับรู้ความคิดเห็นของคนแต่ละวัยจึงมีความสำคัญต่อการเมืองไทย ณ วันนี้ จริงจริง…!!

ความแตกต่างกันของวัยที่มีผลต่อความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่พูดแบบหลักลอย แต่มีแนวคิดลักษณะทางประชากรศาสตร์ (Demographic Characteristics) เป็นสิ่งรองรับ โดยแนวคิดดังกล่าวระบุไว้ว่า คนที่มีลักษณะทางประชากรศาสตร์แตกต่างกันจะมีพฤติกรรมที่แตกต่าง กันไป ลักษณะทางประชากรศาสตร์ หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคล เช่น อายุ เพศ การศึกษา อาชีพ รายได้ ศาสนา และเชื้อชาติซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์

ในส่วนของ อายุ (Age) เป็นลักษณะประการหนึ่งที่สามารถใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมของ มนุษย์ได้ อายุเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนมีความเหมือนกันหรือแตกต่างกันในเรื่องของความคิด และพฤติกรรมโดยทั่วไปแล้ว คนที่มีอายุน้อยมักจะมีความคิดเสรีนิยม ในขณะที่คนที่มีอายุมากมักจะมีความคิดอนุรักษ์นิยมมากกว่า นอกจากความแตกต่างในเรื่องของความคิดแล้ว

อายุยังเป็นสิ่งกำหนดความแตกต่างในเรื่องของความง่ายในการชักจูงด้วย เมื่อคนมีอายุมากขึ้นโอกาสที่คนจะเปลี่ยนใจ หรือถูกชักจูงใจจะน้อยลง นอกจากนั้นในปกติแล้วคนที่มีวัยต่างกัน มักจะมีความต้องการในสิ่งต่าง ๆ แตกต่างกันไปด้วย เช่น คนวัยกลางคน และคนสูงอายุ มักจะคิดถึงเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หรือแม้แต่การจะใช้สื่อมวลชน เพื่อแสวงหาข่าวสารหนักๆ เช่น ข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ปัญหาสังคมมากกว่ารายการเพื่อความบันเทิงในขณะที่คนหนุ่มสาวอาจจะสนใจในเรื่องการศึกษา ความยุติธรรม เป็นต้น

จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้ลักษณะทางประชากรศาสตร์ ไม่เพียงแต่เป็นแนวคิดที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแบ่งส่วนตลาด (Market Segmentation) โดยนำมาเชื่อมโยงกับความต้องการความชอบและลักษณะการใช้สินค้าของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวคิดที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนทางการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้ง ดังนั้น “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จึงได้สำรวจความคิดเห็น “ประชาชน” จำนวนทั้งสิ้น 1,083 คน ใน ประเด็นเปรียบเทียบการตัดสินใจเลือก ส.ส. ระหว่าง “ผู้ที่กำลังจะมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก” กับ “ผู้ที่เคยเลือกตั้งมาแล้ว” สรุปผลได้ ดังนี้

ปัจจัยที่ให้ความสำคัญในการตัดสินใจเลือก คืออะไร? พบว่า “ผู้ที่กำลังจะมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก” กับ “ผู้ที่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งมาแล้ว” ให้ความสำคัญต่อปัจจัยแต่ละด้านในระดับใกล้เคียงกัน โดยด้านคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ เป็นสิ่งที่ทั้งสองกลุ่มให้ความสำคัญมากที่สุด โดยผู้ที่กำลังจะมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ให้ความสำคัญถึง ร้อยละ 93.47 ขณะที่ผู้ที่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งมาแล้ว ให้ความสำคัญถึง ร้อยละ 93.93

ด้านความรู้ ความสามารถ เป็นสิ่งที่ทั้งสองกลุ่มให้ความสำคัญในลำดับรองลงมา โดยผู้ที่กำลังจะมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ให้ความสำคัญ ร้อยละ 89.14 ขณะที่ผู้ที่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งมาแล้ว ให้ความสำคัญ ร้อยละ 89.29

ส่วน ด้านนโยบายพรรค เป็นสิ่งที่ทั้งสองกลุ่มให้ความสำคัญไม่น้อย โดยผู้ที่กำลังจะมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ให้ความสำคัญ ร้อยละ 85.26 ขณะที่ผู้ที่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งมาแล้ว ให้ความสำคัญ ร้อยละ 85.64 นอกจากนั้น ด้านประวัติการทำงาน ผลงานที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทั้งสองกลุ่มให้ความสำคัญ โดยผู้ที่กำลังจะมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ให้ความสำคัญ ร้อยละ 84.27 ขณะที่ผู้ที่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งมาแล้ว ให้ความสำคัญ ร้อยละ 83.08

ประเด็นที่ให้ความสำคัญน้อยที่สุด คือ ด้านพื้นฐานการศึกษา โดยผู้ที่กำลังจะมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ให้ความสำคัญ ร้อยละ 80.88 ขณะที่ผู้ที่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งมาแล้ว ให้ความสำคัญ ร้อยละ 81.93

ประเด็นคำถามว่าการที่ “ผู้สมัครที่เคยได้รับเลือกเป็น ส.ส. กับ “ผู้สมัครที่ยังไม่เคยได้รับเลือกเป็น ส.ส.” มีผลต่อการตัดสินใจหรือไม่? พบว่า คำตอบที่ตอบมากที่สุด คือ มีผล โดยสัดส่วนของการให้ความสำคัญมีระดับใกล้เคียงกัน โดยผู้ที่กำลังจะมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ให้ความสำคัญและมองว่าการได้รับการเลือกตั้ง ส.ส. มีผลต่อการตัดสินใจ ร้อยละ 58.72 ขณะที่ผู้ที่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งมาแล้ว ให้ความสำคัญและมองว่าการได้รับการเลือกตั้ง ส.ส. มีผลต่อการตัดสินใจ ร้อยละ 51.29

ผลการสำรวจที่ดังกล่าวแม้จะสะท้อนให้เห็นว่า การพิจารณาตัดสินใจเลือก ส.ส. ระหว่าง “ผู้ที่กำลังจะมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก” กับ “ผู้ที่เคยเลือกตั้งมาแล้ว” มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งน่าจะส่งผลให้การคัดเลือกตัวผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคการเมืองเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น...แต่ก็คงนิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะคุณสมบัติ ตัวผู้สมัครที่โดนใจประชาชน เป็นแค่ปัจจัยส่วนหนึ่งของการได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเท่านั้น โดยยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการได้รับชัยชนะ...ซึ่งเชื่อว่ากว่าจะถึงวันเลือกตั้งคงจะได้เห็นพรรคการเมืองงัดเอา กลยุทธ์ต่างๆ มาต่อสู้ช่วงชิงคะแนนนิยมทางการเมืองอย่างแน่นอน..!!

อาจจะไม่ต่อสู้....เอาชนะคะคานกันรุนแรงจนโจ๋งครึ่มเหมือนในยุคนักการเมือง... แต่รับรองว่ามีอะไร...อะไร? ให้เห็นแน่แน่ ถ้าไม่เชื่อต้องติดตามเอง..!!