สถาพร ศรีสัจจัง

ถ้ากลับไปมองพัฒนาการของสังคมไทย ก็จะพบว่า มีทั้งความเหมือนและความต่างแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมวัฒนธรรม กับบรรดาสังคมประเทศอื่นในอาเซียนด้วยกัน มีเพียงบางอย่างในประวัติศาสตร์แห่งพัฒนาการเท่านั้น ที่มีความโดดเด่นแตกต่างกันอย่างสำคัญ 
          
เรียกให้ฟังดูหรูว่า ความมีอัตลักษณ์ !
          
กล่าวเฉพาะสังคมไทย ดูเหมือนสิ่งหนึ่งที่ผูกโยงประวัติศาสตร์ให้ได้ภาคภูมิใจร่วมกันก็คือความรู้สึกที่ว่า ประเทศของตัวเองไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกชาติใดมาก่อน ขณะที่ชาติหรือประเทศอื่นๆในหมู่เพื่อนบ้านอาเซียนล้วนเคยเป็นเมืองอาณานิคมของบรรดาจักรวรรดินิยมตะวันตกมาแล้วทั้งสิ้น(แม้ดูเหมือนประวัติศาสตร์ไทยจะบันทึกไว้ว่าเราเคย “กรุงแตก” แพ้พม่ามาถึงสองครั้งสองคราก็เถอะ/แต่เราไม่เคยรู้สึกยอมรับแบบจริงจังแต่อย่างใดใช่ไหม?)
       
คำถามต่อมาก็คือ ความภาคภูมิใจดังกล่าวนี้นำอะไรมาให้ผู้คนในสังคมไทยบ้าง?
        
บางใครตั้งข้อสังเกตให้เป็นประเด็นอย่างมีนัยยะสำคัญว่า “สำนึกทางประวัติศาสตร์” เกี่ยวกับความรู้สึกภาคภูมิใจในเรื่อง “การไม่เคยเป็นอาณานิคมชาติตะวันตกมาก่อน” ดังกล่าว เป็นที่มาประการหนึ่งในการก่อสิ่งที่เรียกว่า “ความอับจนของสังคมไทย” ให้เกิดขึ้น!
        
หลายครั้ง ความรู้สึกเช่นนี้เองที่ทำให้หลายฝ่ายเกิดความหลงผิด จนก่อเกิดกระแสผิดๆขึ้น เช่น ทำให้ผู้คนของเรายากที่จะรับภาษาของชาติอื่น โดยเฉพาะภาษาของ “จักรวรรดินิยม” เช่นภาษาอังกฤษ ที่กลายเป็น “ภาษาสากล” ใช้ติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนทั้งโลกในยุคสมัยปัจจุบัน ทั้งด้านการค้าขาย การท่องเที่ยว และ การอื่นๆ

         
เมื่อก่อนภาษาจีนก็เป็นเพียง “ภาษาเจ๊ก” ที่ผู้ใช้มักถูกดูแคลน ภาษามลายูก็เป็น “ภาษาแขก” ที่มีนัยยะว่าเป็นภาษาของพวกคนนอก ส่วนภาษาของชนชาติอื่นๆนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงในการให้ความสำคัญ เพราะความรู้สึกที่ว่าล้วน “ด้อย” กว่าภาษาไทยของตัวเองทั้งสิ้น!
         
แม้แต่ภาษาไทยถิ่นทั้งหลาย ไม่ว่าจะถิ่นอีสาน ถิ่นเหนือ ถิ่นใต้ ถิ่นกลาง ถิ่นตะวันออก-ตะวันตก ฯลฯ ก็ถูกทำให้เป็น “ภาษาชั้น 2” ไปทั้งหมด
           
การถูกทำให้ทุกอย่าง “รวมศูนย์เข้าสู่ส่วนกลาง” แม้แต่เรื่องของภาษาเช่นนี้เอง ที่มีส่วนอย่างสำคัญทำให้ “ความหลากหลายทางวัฒนธรรม” ของสังคมไทยแทบล้มละลายหายสูญ!
           
ก่อเกิด “ความอับจนทางสังคม” ด้านภูมิปัญญาทั้งปวงให้เกิดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!
           

แล้วระบบความคิดทางการเมืองเล่าเป็นอย่างไรบ้าง?
           
ภาพปรากฏที่ได้พบเห็นก็คือ หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบบประชาธิปไตยแบบเลือกผู้แทนราษฎรแล้ว ประชาราษฎร์ชาวไทยก็คุ้นชินอยู่กับแต่ระบบการเมืองเรื่องเลือกตั้ง (ใช้เงินและเครือข่ายอุปถัมภ์เป็นใหญ่ )ซึ่งคนที่มีโอกาสทางสังคมบางประเภทเท่านั้นจึงจะมี “คุณสมบัติ” จริง ในการจะสามารถ “สมัคร” ให้ราษฎรเลือกเป็นผู้แทนของตัวเองได้
         
สลับกับอีกระบบคือระบบเผด็จการทหาร!
           
นี่แหละคือต้นตอที่มาของสิ่งที่เรียกว่า “ความอับจนทางสังคม” ที่แท้จริงของสังคมไทยวันนี้!
           
แล้วระบบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งที่กำลังจะเข้ามาแทนที่ระบบเผด็จการทหารในอีกไม่กี่วันข้างหน้าตาม “เสียงโฆษณาของนักการเมือง” ที่กำลังดังกระหึ่มอยู่ละ เราจะฝ่า “ความอับจนทางสังคม” ที่ว่าไปทางไหนกันดีเอ่ย?
            
วานนายกฯลุงตู่ผู้น่ารัก(ของใครเอ่ย)ช่วยตอบที !!!