กิตติพงษ์ ตรีเมฆ / รายงาน

“หมายเลข 12” กลายเป็นเลขดังเพียงชั่วข้ามคืน...! สำหรับปรากฎการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการ “ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่” หรือ “ครม.สัญจร” ที่ จ.ชุมพร ในวันที่ 21 ส.ค.61 โดย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้เดินทางไปถวายผลไม้และจุดประทัดถวาย จำนวน 10,000 นัด เพื่อความเป็นสิริมงคล และเพื่อสักการะอนุสรณ์สถาน “กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” ต.หาดทรายรี อ.เมือง จ.ชุมพร ซึ่งเป็นที่นับถือของประชาชนทั่วทั้ง จ.ชุมพร

จากนั้นได้ไปเสี่ยงเซียมซี "ที่มณฑปหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า" ซึ่งตั้งอยู่ภายในศาลกรมหลวงชุมพรฯ ได้เลข 12 โดยความหมายของเซียมซีใบดังกล่าวถือเป็นใบที่ดี มีข้อความระบุว่า “โชคดียังมีไม่สิ้นสุด ศัตรูทำอะไรไม่ได้ คนจากทางไกลจะนำลาภมาให้ และขอให้หมั่นทำบุญกุศลอยู่เสมอ”

เข้าทางบรรดา “คอหวย” ทั่วประเทศ! ที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยเลขเด็ดจาก “บิ๊กตู่” ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นการตรวจราชการ หรือประชุม ครม.นอกสถานที่ ก็จะจับจ้องไปที่นายกฯว่าจะทำอะไร กินอะไร ชูนิ้วกี่นิ้ว นั่งรถยนต์ทะเบียนอะไร...!

สาเหตุที่บรรดาคอหวยยกให้ “หัวหน้า คสช.” เป็น “ไอดอล” ของพวกเขาก็เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเลขทะเบียนรถ เลขข้างเครื่องบิน เลขโบกี้ขบวนรถไฟ ที่นายกฯใช้บริการ สามารถสร้างรายได้ให้พวกเขาไม่มากก็น้อยในการออกรางวัล “สลากกินแบ่งรัฐบาล” ในบางงวดรางวัล

ย้อนกลับไปที่ “มณฑปหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไปเสี่ยงเซียมซี ตั้งอยู่ ภายในศาลกรมหลวงชุมพรฯ จ.ชุมพร ท่านไม่ได้เป็นคนชุมพร แต่ที่มณฑปหลวงปู่ฯไปสร้างอยู่ที่นั้นเพราะท่านเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาอาคมให้กับ “เสด็จเตี่ย” หรือ “กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” ในสมัยนั้น

สำหรับประวัติ “หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า” นามเดิมชื่อว่า “ศุข เกษเวช” เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน 4 ขึ้น 8 ค่ำ ปีวอก พ.ศ. 2390 ที่บ้านมะขามเฒ่า ( เรียกกันในสมัยนั้น ปัจจุบันเรียก บ้านปากคลอง ) ต.มะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท โดยท่านได้อุปสมบทเมื่ออายุได้ 22 ปี ที่วัดโพธิ์บางเขน ( ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดโพธิ์ทองล่าง ) โดยมี พระครูเชย จนฺทสิริ วัดโพธิ์บางเขน เป็นพระอุปัชฌาย์

เมื่อได้อุปสมบทแล้วอยู่กับพระอุปัชฌาย์ เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยพอสมควรแล้ว ท่านก็ได้ออกเดินธุดงค์หาที่สงบฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐาน และวิชาอาคมต่างๆ จากสำนักที่มีชื่อเสี่ยงโด่งดังในสมัยนั้นจนชำนาญดีแล้ว จึงกราบลาอาจารย์กลับบ้านเกิดของท่าน โดยมาพักอยู่ที่วัดร้างแห่งหนึ่งข้างหมู่บ้านของท่าน ชื่อว่า “วัดอู่ทอง” ปัจจุบันนี้เรียกว่า“วัดปากคลอง”

ในระหว่างที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้น ได้เริ่มพัฒนาในท้องถิ่นให้เจริญรุ่งเรืองด้วยจากวัดร้างที่ไม่มีอะไรเลย จนถึง พุทธาวาส ธรรมาวาส และสังฆาวาส เป็นวัดที่สมบูรณ์แบบจนถึงทุกวันนี้ ยังมีพระอุโบสถและมณฑป ปรากฏให้เห็นอยู่ ส่วนการอบรมสั่งสอนนั้นท่านได้แนะแนวการประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ให้เห็นคุณและโทษของผลการปฏิบัติตนในทางที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร จนประชาชนแถวนั้นมีความประพฤติดีมีศีลธรรมเป็นส่วนมาก

สืบต่อมาโยมมารดาของหลวงปู่ๆ ได้ถึงแก่กรรมและได้จัดการฌาปนกิจศพ และในงานนี้เอง หลวงปู่ฯ ท่านได้สร้างวัตถุมงคลในรูปพระพิมพ์สี่เหลี่ยมซุ้มรัศมีออกแจกเป็นของที่ระลึกเป็นครั้งแรก เมื่อผู้ที่ได้รับแจกพระเครื่องจากท่านไปได้ปรากฏอภินิหารทางอยู่ยงคงกระพัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกันเขี้ยวงา คือสุนัขกันไม่เข้า ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่บังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะบ้านนอกอย่างในชนบทสมัยก่อนนั้นไม่ค่อยจะมีรั้วรอบขอบชิดเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็ได้อาศัยสุนัขที่เลี้ยงไว้เป็นยามเฝ้าบ้าน

ฉะนั้นการที่จะแวะเวียนไปบ้านหนึ่งบ้านใดนั้นจะต้องระวังเรื่องสุนัขลอบกัดให้ดี มิฉะนั้นท่านจะถูกสุนัขกัดเอาง่ายๆ พระของหลวงปู่ฯ จึงมีชื่อเรื่องสุนัขกัดไม่เข้า เป็นปฐมเหตุก่อน จึงบังเกิดความนิยมไปขอท่านมาแขวนคอบุตรหลานเพื่อกันเขี้ยวงาและภยันตรายต่างๆ สมัยก่อนพระวัดปากคลอง เนื้อตะกั่ว จะมีแขวนอยู่ในคอเด็กในท้องถิ่นเกือบจะทุกคน แล้วถ้าจะไปขอพรหลวงปู่ศุข ท่านมักจะถามว่า “เอ็งมีลูกกี่คน?” ท่านจะให้ครบทุกคน

เมื่อกิตติศัพท์ในความขลังของพระพิมพ์ที่ท่านสร้างค่อยๆ เผยแพร่จากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่ง ในเวลาไม่ช้าไม่นาน คุณวิเศษของท่านจึงค่อยๆ โด่งดังขจรขจายไปทั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นเส้นทางคมนาคมสายหลัก การขนส่งสินค้า ตลอดจาการทำมาค้าขาย จะขึ้นล่องจะต้องอาศัยสายน้ำเจ้าพระยาเพียงแห่งเดี่ยวเท่านั้น เพราะในสมัยนั้นถนนหนทางทางบกยังทุรกันดาร พอตกเพลาพลบค่ำพ่อค้าแม่ขายเรือเล็กเรือใหญ่จะมาอาศัยนอนค้างแรมที่แพหน้าวัดของท่าน เพื่ออาศัยบารมีของท่านช่วยป้องกันขโมยขโจรที่จะมาประทุษร้ายต่อเลือดเนื้อชีวิตและทรัพย์สิน ถ้าจะเปรียบไปแล้วหน้าวัดของท่านจึงเป็นเสมือนหนึ่งเป็นชุมทางที่สำคัญ นี่ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ช่วยเสริมส่งให้เกียรติคุณของท่านแผ่ขยายไปทั่วทุกภาคของประเทศ ชื่อเสียงของท่านจึงเป็นที่รู้จักกันดี กระทั่งได้รับสมณศักดิ์เป็น “พระครูวิมลคุณากร” และเป็น“เจ้าคณะแขวง” (ปัจจุบันเรียกว่าเจ้าคณะอำเภอ ) เป็นองค์แรกของ อ.วัดสิงห์ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเมื่อใด

นอกจากนี้ มีผู้กล่าวว่าท่านมีวิชาอาคมเวทย์มนต์เก่งมาก สามารถเสกใบไม้ให้เป็นตัวต่อ ตัวแตน เสกหัวปลีให้เป็นกระต่าย เสกก้านกล้วยให้เป็นงูได้ และอภินิหารของขลังต่างๆใน ด้านคงกระพันชาตรี มีอีกมากมาย จนทำให้ “เสด็จเตี่ย” หรือ “กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” พระบิดาแห่งราชนาวี ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงทราบกิตติศัพท์ในความเข้มขลังของหลวงปู่ศุข ได้เสด็จประพาสที่ภาคเหนือ เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ ศึกษาทางมหาพุทธาคม และปรากฏว่า พระองค์เป็นศิษย์ที่มีความรู้ความสามารถได้ศึกษาแตกฉานจนกระทั่งหลวงปู่ฯเองก็หมดความรู้

กระทั่ง “หลวงปู่ศุข” มรณภาพเมื่อเดือน 1 ปีกุน พ.ศ.2466 ไม่ปรากฏวันที่ที่แน่นอน คำนวณอายุได้ 76 ปี วันสวดพระพุทธมนต์ทำศพอยู่ 7 วัน 7 คืน จึงประชุมเพลิง