ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์


งานศิลปะบนผืนผ้าที่มีลวดลายเป็นจุด คือความหมายของคำว่า “บาติก” (Batik) ซึ่งเป็นภาษาชวา มาจากการนำคำสองคำมาผสมกัน คือคำว่า “ติก” (Tik) แปลว่า เล็กน้อยหรือจุดเล็กๆ ส่วน “บา” (Ba) หมายถึง ศิลปะ (Art) หรือมาจากคำว่า “บาเยาะ” (Bayok) ซึ่งแปลว่า มาก

ในประเทศไทย เวลาผู้คนได้ยินคำว่า “บาติก” ก็มักนึกถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี หรือนราธิวาส แทบจะทันที เพราะกลายเป็นเอกลักษณ์ทางผืนผ้าที่โดดเด่นด้วยลวดลายและเรื่องราวที่สะท้อนถึงปฏิสัมพันธ์กันทางการค้าของหลายๆ ประเทศ ผ่าน “ประวัติศาสตร์ผ้า”

คำว่า “บาติก” เริ่มแพร่หลายเข้ามาทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ผ่านกลุ่มคนไทยที่มีโอกาสเข้าไปทำงานและเรียนรู้การทำผ้าบาติกในฐานะลูกจ้างโรงงานบาติกในประเทศมาเลเซีย จากนั้นจึงได้จดจำเทคนิคและลวดลายต่างๆ เอาไว้ วันหนึ่งเมื่อถึงพร้อมด้วยประสบการณ์และทุนรอน จึงกลับมาเปิดโรงงานบาติกของตนเอง การทำบาติกช่วงแรก มักผลิตด้วยวิธีการใช้แม่พิมพ์โลหะสำหรับพิมพ์เทียน เพื่อทำลวดลาย แม่พิมพ์ยุคแรกสั่งซื้อมาจากรัฐกลันตันและตรังกานู ประเทศมาเลเซีย ดังนั้น ลายผ้ายุคแรกจึงมีลักษณะศิลปะแบบมาเลเซีย ต่อมาได้พัฒนาและออกแบบลวดลายบาติกเป็นของตนเองอย่างในปัจจุบัน

ผู้เขียนมีโอกาสได้เข้าไปร่วมสัมผัสบรรยากาศพิธีเปิดงานนิทรรศการ “ราก เรื่อง เล่า ลาย” จัดโดย อุทยานการเรียนรู้ยะลา ภายในศูนย์เยาวชนเทศบาลนครยะลา ซึ่งนำเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ผ้าบาติกมาจัดแสดงได้อย่างสวยงามและน่าสนใจ เพื่อให้เป็นแหล่งรวบรวมความรู้ ความคิด และข้อมูลต่าง ๆ เผยแพร่คุณค่าของผ้าบาติกในอดีตและปัจจุบันให้เป็นความรู้แก่สาธารณชน คนรุ่นปัจจุบัน จนถึงคนรุ่นต่อ ๆ ไป ด้วยแง่มุมอันหลากหลายของการผลิตชิ้นงาน ช่วงพิธีเปิดนิทรรศการ ภายในงานมีการเดินแบบจากสาวสวยในชุดผ้าบาติกลวดลายต่างๆ และยังมีการแสดงนิทรรศการรูปถ่ายผู้คนที่สวมใส่ผืนผ้าอาภรณ์สวยงามแต่ละยุค สะท้อนถึงการสวมใส่ผ้าบาติกว่ามีมาช้านานแล้ว โดยเฉพาะแถบประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ได้รับทราบข้อมูลจาก ดุลฟิรตรี เจ๊ะมะ หนึ่งในแกนสำคัญของการจัดงาน ซึ่งจะมีการจัดแสดงระหว่างวันที่ 10-31 สิงหาคม 2561 ว่า การจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับผ้าบาติกครั้งนี้ มีการกำหนดให้ผ่าน 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ “ราก” คือการพูดถึงเรื่องราวต้นกำเนิดบาติกจากทุกมุมโลก “เรื่อง” พูดถึงขึ้นตอนการทำบาติกและปาเต๊ะ รวมถึงอุปกรณ์และสารเคมีต่าง ๆ ในการทำบาติกและปาเต๊ะ “เล่า” พูดถึงทิศทางอนาคตของบาติก และการทำบาติกรูปแบบใหม่ และ “ลาย” นับเป็นจุดสำคัญของนิทรรศการนี้ เป็นเรื่องราวของลายบาติกต้องห้ามที่ถูกสงวนไว้เฉพาะบุคคลในยุคสมัยหนึ่ง ซึ่งไม่เคยมีใครพูดถึงมาก่อนในไทย และเรื่องลวดลายบาติกที่ได้รับอิทธิพลมาจากชนชาติอื่น

เขาเล่าถึงเบื้องหลังการทำงานว่า กว่าจะได้ข้อมูลนั้นไม่ง่ายเลย ข้อมูลกว่า 80% ต้องแปลจากภาษาอินโดนีเซียและภาษาอังกฤษ แต่ยังโชคดีที่ได้หนังสือบาติกอาเซียน ของผู้เชี่ยวชาญเรื่องบาติกและการย้อมสี รศ.นันทา โรจนอุดมศาสตร์ เป็นเข็มทิศชี้แนวทางได้เป็นอย่างดี

“ต่อมา เรื่องการหาผ้าสำหรับจัดแสดง เพื่อให้ได้ของจริงและเข้าถึงข้อมูลจริง ๆ เราจึงบินไปประเทศอินโดนีเซีย เพื่อศึกษาดูงานในพิพิธภัณฑ์ฯ และตามหาผ้าที่ต้องการจากทั้งจาก เมืองจาการ์ตา ยอกยาการ์ตา ชิริบอน และเปกาโลงัน งานนี้ทั้งสนุกทั้งโหดมันส์ฮา เพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์ที่สุด”

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจ ด้วยความที่ทีมงานต้องการให้นิทรรศการที่จัดครั้งนี้เป็นงานผ้าจริง ๆ เรื่องป้ายข้อมูลในงานทั้งหมด ไม่อยากได้ป้ายผ้าแบบไวนิลเหมือนที่เคยทำกันมา แต่การจะให้พิมพ์ลายบนผ้าก็ต้องใช้ต้นทุนที่สูงมาก จึงหาวิธีอื่นทดแทน

“เราเลยได้เทคนิคการพิมพ์ลายบนผ้าที่ราคาถูกกว่าไวนิลแต่ต้องอาศัยความโหดในการต่อลาย เพราะพิมพ์ได้ใหญ่สุดเพียงขนาด A3 งานนี้ต้องยกเครดิตให้ Abdullah Chek เจ้าของไอเดีย และ Wacharee Prompijit อดีตนายเก่าที่ให้โอกาสในการทำงานครั้งนี้ รวมถึงเพื่อนร่วมงานทุกคน ผลจากงานนี้แม้ไม่สมบูรณ์ตามที่คาด 100% แต่ก็ถือว่าที่สุดแล้ว” ดุลฟิรตรี เจ๊ะมะ กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ หากใครได้เข้าไปเยี่ยมชมนิทรรศการฯ นอกจากจะได้สัมผัสแนวคิดและรูปแบบการจัดงานที่น่าสนใจ อีกสิ่งหนึ่งที่จะได้รับรู้รับทราบ คือเรื่องราวเกี่ยวกับ “บาติก” ที่ไม่เคยทราบมาก่อน ตั้งแต่เริ่มแรก มีการพบผ้าโบราณที่ถูกกันสีด้วยขี้ผึ้ง พาราฟิน หรือแป้งเปียกแล้วย้อมสี หลายแห่งในโลก แหล่งที่สำคัญอยู่บนเกาะชวา อินเดีย ญี่ปุ่น ศรีลังกา จีน เตอร์กีสถาน แอฟริกาตะวันตก และในอินโดจีน จึงยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าผ้าบาติกเริ่มต้นผลิตจากที่ใดกันแน่

พินี (Piny) ในฐานะ Natural History บอกว่า “ผ้าที่เก่าแก่ที่สุด เทคนิคและกระบวนการคล้ายผ้าบาติก ถูกพบในสุสานประเทศอียิปต์ซึ่งมีอายุประมาณ ค.ศ.70 ผ้าที่มีเทคนิคเดียวกันนี้ถูกพบในประเทศจีนในคริสต์ศตวรรษที่ 8 ส่วนผ้าบาติกที่พบ ณ วิหารโทไดจิ เมืองนารา ประเทศญี่ปุ่น นักวิชาการได้ตรวจสอบพบว่า เป็นผ้าบาติกที่ทำในประเทศจีนสมัยราชวงศ์ถัง” ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าบาติกบางคน เช่น อัลเฟรด สุไลมานน์ (Alfred Suleimann) เชื่อว่า “การทำผ้าบาติกมีจุดเริ่มต้นที่อินเดียและหลังจากนั้นก็เผยแพร่ไปยังดินแดนอียิปต์” ส่วน เอ็น.เจ.ครอน (N.J.Kron) นักประวัติศาสตร์ชาวดัตช์ มั่นใจว่า “การทำโสร่งบาติกหรือโสร่งปาเต๊ะ เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนติดต่อกับอินเดีย”

ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจในนิทรรศการครั้งนี้อีกมาก เช่น ในประเทศจีน มีการพบศิลปะการทำผ้าบาติกมานานกว่า 2,000 ปี โดยเฉพาะในราชวงศ์ฮั่น และราชวงศ์ชุง ชาวจีนนำเอาวิธี “บาร์ทาฮัน” ซึ่งเป็นวิธีวาดภาพเครื่องประดับมาใช้กับผ้า คือการนำเอาวัตถุดิบ ประกอบด้วย ไขวัว ขี้ผึ้ง แป้งข้าวเจ้า ยางสน หรือชัน มาใช้เป็นตัวกันสี และนำสีที่ได้จากพืชมาย้อม หรือ ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 สุลต่านแห่งชวากลาง สงวนลายผ้าบาติกบางลายสำหรับเครื่องแต่งกายพิธีการของราชสำนัก และตั้งโรงงานซึ่งควบคุมโดยสตรีในราชสำนักขึ้น เพื่อผลิตผ้าบาติกเป็นสินค้า ทำให้มีรูปแบบบาติกที่เรียกว่า “แบบคราทอน” บาติกในยุคนี้แสดงให้เห็นอิทธิพลของศาสนาฮินดู-ชวา ซึ่งการออกแบบลวดลายและการสวมใส่ในโอกาสต่างๆ เป็นไปตามความเชื่อของฮินดูที่มีการแบ่งชนชั้น

สำหรับผู้สนใจเรื่องราวของ “บาติก” และโลกที่กว้างไกล ประวัติศาสตร์ที่ไปไกลกว่า “รั้วบ้านของเรา” ลองหาเวลาไปชมนิทรรศการ “ราก เรื่อง เล่า ลาย (บาติก)” อาจทำให้เกิด “โลกทัศน์” ใหม่ๆ ในการคิดและใช้ชีวิตได้บ้าง