สถาพร ศรีสัจจัง

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2561 ได้มีโอกาสเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นแนวทางการจัดทำกฎหมายกลางว่าด้วย สิทธิชุมชนŽ ตามมาตรา 43 และมาตรา 57 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จัดโดยสำนักงานปฏิรูปกฎหมาย คณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฏหมายในระยะเร่งด่วน คณะอนุกรรมการพิจารณาเสนอกฎหมายที่ต้องจัดทำใหม่เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ(ชื่อผู้จัดดูยาวเหยียดจนฟังดูแล้วน่าเหนื่อยแทน?) ทำให้เรื่องดูจะแสนห่างไกลและไร้หวังสำหรับสังคมไทย เหมือนจะเริ่มเห็นแสงแว่บๆอยู่ปลายอุโมงมากขึ้นอีกครั้ง
       
หลังพิธีเปิดที่มีท่านศยามล ไกยูรวงศ์ รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฏหมายเป็นผู้กล่าวรายงาน และมีท่านอดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนเก่งคือท่านปิติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา เป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดการสัมมนา ก็มีการนำเสนอสาระสำคัญของ"สิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย"และร่างพระราชบัชบัญญัติสิทธุมชน(ฉบับอนุกรรมการฯ) โดย ศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ/นายประทีป มีคติธรรม และ นายศรายุฒิ  ประทุมราช
         
เมื่อเข้าสู่เซสชั่น เวทีรับฟังความเห็นŽ มีการแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มตัวแทนจากส่วนที่เกี่ยวข้องกับราชการและกลุ่มที่มาจากภาคประชาสังคม
         
ภายในเวลาอันจำกัดยิ่ง ที่ประชุมต่างนำเสนอปัญหาและเต็มเต็มแก้ไข ร่างกฎหมายฉบับอนุกรรมการŽ กันอย่างดุเดือด(แม้ไม่ถึงกับเลือดพล่าน)
         
โดยเฉพาะในห้องของส่วนภาคประชาสังคมที่มาจากกลุ่ม NGO กลุ่มจากสสส. และกลุ่มหลากหลาย ล้วนยกมือเสนอความเห็นกันแบบ สพรึ่บสะพรั่ง/ ณ หน้าและหลัง/ ณ ซ้ายและขวาŽ จนฝ่ายเลขาฯของวงประชุมหูฮื้อตาลายจดแทบไม่ทัน ทุกความเห็นล้วนถูกสะท้อนจากพื้นที่ด้วยประสบการณ์และปัญหาจริง
         
เริ่มตั้งแต่เรื่องบทนิยามศัพท์สำคัญๆที่ใช้ในตัวบทกฎหมาย เช่นคำ ชุมชนŽ พื้นที่สาธารณะŽ และ หน่วยงานของรัฐŽ เป็นต้น แล้วตามด้วยเรื่อง ข้อพร่องŽ ของร่างกฎหมายฉบับนี้ ตั้งแต่เรื่องความมีเนื้อหาไม่ครอบคลุม/การเชื่อมเนื้อกับฐธรรมนูญไม่ครบถ้วน และความบกพร่องในเรื่องการใช้ ถ้อยคำŽ (Wording) เป็นต้น
       
เป็นเรื่องน่าประหลาดใจมากสำหรับประเทศไทยที่เปลี่ยนระบอบการปกครองมาเรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 (อายุเกือบศตวรรษเข้าแล้ว) ที่ยังไม่เคยมีกฏหมายกลางสำหรับประเด็นสิทธิชุมชนโดยตรงมาก่อนเลย ทุกครั้งเมื่อเกิดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิชุมชน ก็ต้องหากฏหมายที่พอจะหาได้มาอธิบายกันโดยความเมตตาของศาลทั้งสิ้น
          
อย่างเช่นกรณีเรื่อง ลำห้วยคลิตี้ล่างŽ เมืองกาญจน์ ที่คร่าชีวิตผู้คนไปหลายรายเพราะการทำเหมืองตะกั่วอย่างไม่รับผิดชิบต่อชุมชนของนิติบุคคลบางกลุ่ม ที่ศาลฎีกาตัดสินแล้วว่า โจทก์Ž คือชาวกะเหรี่ยงที่กล้าหาญรวมตัวกันเป็นกลุ่มฟ้องศาล เป็น ผู้ทรงสิทธิ์Ž ในฐานะชุมชน มีสิทธิ์ฟ้องได้ๆ จนกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญในเรื่องสิทธิการปกป้องตัวเองและชุมชนในสังคมไทยวันนี้อย่างที่รู้ๆกัน
          
ที่ผ่านๆมา ทั้งเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การจัดสวัสดิการชุมชน และการจัดการเกี่ยวกับวัฒนธรรม ศิลปะ จารีตประเพณี และความเขื่อต่างๆในสังคมที่มีความเป็น พหุลักษณ์Ž สูง ไม่เคย ถูกทำให้ชัดŽ ในแง่กฏหมาย(รัฐกลัวลูกน้องคือข้าราชการที่รับผิดชอบจะปฏิบัติงานยากขึ้นและจะถูกฟ้อง?) บัดนี้เริ่มมีการนับหนึ่งจนเกือบจะถึงสองแล้ว รอผู้เกี่ยวข้องกับการณ์นี้ทำงานหนักกันอีกหน่อย สังคมไทยกก็น่าจะได้รับ"นวัตกรรมทางสังคม"เป็นของขวัญจาก คสช.อีกชิ้น?
         
แต่ที่รู้ๆก็คือ กฎหมายนี้ยังมี"ด่านโหด"ดักรออยู่อีกถึง๓ด่าน นั้นคือ ด่าน ครม./ด่านสำนักกฤษฎีกา/และด่านสุดท้ายคือ สนช.!
            
พนันกันดีไหม?(ตามค่านิยมสังคมไทย)ว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่ แท้งŽ กลางทางอย่างเคย?