ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

ถ้าจะปฏิรูปประเทศกันอย่างจริงจังต้อง “ปฏิรูปกันอย่างพลิกฟ้าพลิกดิน” กันเลยทีเดียวแทบทุกองค์อณูภายในประเทศและทุกกระทรวงทุกกรม และอาจเลยเถิดไปจนถึงต้องเอาจริงเอาจังกับ “การปราบปราม” เสมือนประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือแม้แต่ประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่น แต่ที่เด็ดสุดคือ ประเทศจีนที่ถึงขั้น “ประหารชีวิต!”

ภาษาทุจริตของไทยเรานั้น เรียกกันมากมายอาทิ “ค่าอาหาร-ค่าใต้โต๊ะ-ค่าคอมมิชชั่น-ค่าสะดวก-ค่าเค-ค่าสารพัดอย่าง-ค่าฯลฯ” แล้วแต่เขาจะเรียกกัน และเริ่มเรียกกันตั้งแต่ร้อยละ 10 จนถึงร้อยละ 35 และอาจเลยเถิดไปจนถึงร้อยละ 50 และบางแห่งอาจไม่เอาเป็นเงิน แต่เอาเป็นที่ดิน แก้ว แหวน หรือเพชร เพราะเงินทอนที่แยบยลสลับซับซ้อนกันมากจนแทบตามกันไม่ทัน

หรือแม้กระทั่ง “เงินทอนวัด” ยังเอากันเลยไม่เกรงกลัวบาปกรรมตามกันทัน หรือเรียกว่า ไม่สำนึกในบาปหรือรู้จัก “หิริโอตัปปะ” หรือเรามักเห็นข่าวคราวขนาดมีกลุ่มโจรคนเดียวหรือ 2-3 คนเข้าไปในวัดยามดึกรื้อค้นตู้รับบริจาคเงินวัดโดยไม่เกรงผีสางนางไม้ใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งถ้าคนเหล่านี้ไม่เกรงกลัวบาปเมื่อตายไปแล้วจะกลายเป็น “เปรต!” ก็ไม่รู้ว่าจะร้องเพลงอะไรแล้ว เนื่องด้วย “คงต้องไปตายเอาดาบหน้า” เท่านั้น

ขอเรียนตรงๆ ว่า “คนทุจริตคดโกง” นั้น “ไม่เกรงกลัวและละอายต่อบาป” เลย ทั้งนี้สังคมสมัยใหม่ “ศาสนา” แทบไม่มีความหมายใดๆ เลยเพียงเอาตัวรอดเท่านั้นไปวันๆ หรือเกิดจาก “ความยากจน-เศรษฐกิจย่ำแย่” จนไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ เนื่องด้วยปัญหาปากท้องเท่านั้น และรายได้น้อย และที่สำคัญ “ปัญหายาเสพติด” ที่เริ่มตั้งแต่ “ยาบ้า-ยาเสพติด-เฮโรอีน!”

ปัญหาสังคมเป็นปัญหาขนาดใหญ่ที่เป็น “ปัญหารากหญ้า” หรือ “ปัญหาฐานราก” ที่รัฐบาลพยายามออกเป็นมติคณะรัฐมนตรี แทบทุกวันอังคารไม่ว่าเป็นคณะรัฐมนตรีประจำสัปดาห์หรือคณะประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จะมีมติออกมาแทบทุกสัปดาห์ในการออกมาตราการช่วยเหลืองบประมาณจากบรรดาธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) และธนาคารออมสินให้มีการกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำแก่เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยนับจำนวนงบประมาณตั้งแต่เริ่มต้นรัฐบาลคสช.มาตั้งแต่กลางปี 2557 มาน่าจะเป็นเงินประมาณหลายล้านล้านบาทเพื่อ “อุ้มเกษตรกร-ผู้มีรายได้น้อย” ให้ตั้งตัวได้ ถามว่า “นี่หรือไม่มีผลงาน!”

แม้กระทั่ง “ปัญหาอุทกภัย-ปัญหาภัยแล้ง” ที่เกิดขึ้นทุกปี รัฐบาลนำกองทัพเข้าไปช่วยเหลือพร้อมอุปกรณ์และกำลังพลเข้าไปช่วยเหลือประชาชนทุกภูมิภาค ถามว่า “ไม่ต้องใช้เงินหรือ?” มีนักการเมืองทั้งท้องถิ่นและระดับชาติเข้าไปช่วยเหลือบ้างหรือไม่ ก็ต้องตอบแบบกลางแสกหน้าเลยว่า “แทบไม่เคยเห็นเลย!” เนื่องด้วย “คงไม่ใช่หน้าที่-หรือไม่มีทั้งคนและอุปกรณ์ใดๆเลย!” นี่เป็นการมองโลกในแง่ดี เพราะฉะนั้นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจึงมีแต่เพียงกองทัพเท่านั้นที่เต็มใจและเป็นหน้าที่ต้องช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริงโดยไม่เคยคิด “ค่าเค-ค่าอาหารใดๆ เลย!”

เพียงแต่งบประมาณที่ช่วยเหลือประชาชนตามต่างจังหวัดที่กระจายงบประมาณออกไปนั้นมักจะมีการกระจายในลักษณะที่เคยล้อเลียนกันว่าเป็น “แท่งไอติม” ที่จะค่อยๆ ละลายหรือ “ถูกเลีย!” จนเหลือ “ไอติมที่ใกล้หมดเหลือเกือบติดแท่ง” จนประชาชนแทบไม่มีอาจเหลือเลย จนสามารถเรียกว่า “กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้!”

เพราะฉะนั้น “ยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติ 20 ปี” ที่ถูกกำหนดขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2558 เป็นต้นมา เป็นการร่างหรือ “ตั้งไข่” ด้วยการตั้ง “คณะกรรมการปฏิรูป 4 คณะ” ด้วยกัน จนในที่สุดค่อยๆ ตั้ง “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ทั้งหมด 6 คณะ” ภายในปีพ.ศ.2560 เป็นต้นมา จนในที่สุดขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 จะโปรดเกล้าลงมา ส่วนแผนปฏิรูป 11 แผนนั้นได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะได้นำเสนอว่า “ยุทธศาสตร์ทั้ง 6 ด้าน” พร้อม “แผนปฏิรูป 11 แผน” ในครั้งหน้า

ทั้งนี้ ทั้ง “ยุทธศาสตร์ฯ 20 ปี” และ “แผนปฏิรูป 11 แผน” นั้น เพียงแต่เพิ่งเริ่มประกาศใช้ออกมาเท่านั้น แต่ถามว่าประชาชนรู้เรื่องหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า “ประชาชนยังไม่รู้เรื่องแต่ประการใดเลย แม้แต่นักวิชาการ หรือผู้คนระดับสูงก็ยังไม่สามารถรับรู้แต่ประการใดเลย” แต่จริงๆ แล้วเพิ่งจะเพียงออกมาเท่านั้น ยังอยู่ในกระบวนการที่จะเริ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่เท่านั้น และก็ต้องถามต่อด้วยว่าถ้าปล่อยไว้อีกประมาณ 3-4 เดือนข้างหน้า ประชาชนทุกระดับชั้นจะเข้าถึงหรือไม่และจะพยายามเข้าถึงหรือไม่ “นั่นล่ะคือคำถาม” หรือ “อาจไม่สนใจเลย!”

ถ้าเป็นเช่นนั้น “เราจะเป็นไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างไร?” นั่นคือเหตุผลสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทย ทั้ง “ตระหนักและสำนึก” ว่า “โลกเปลี่ยนแปลงไปไกลแล้ว” พร้อมทั้ง “ความผันผวนที่รวดเร็วมาก” ตลอดจน “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมิติสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุคโลกาภิวัฒน์ และสภาพแวดล้อม” ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือ “ระเบียบโลกใหม่ (NEW WORLD ORDER)” ที่โลกได้เปลี่ยนขั้วอำนาจจากฝรั่งมั่งค่ามาเป็น “แถบเอเชีย (ASIA)” แทนแล้วที่มหาอำนาจกลับมาเป็น “ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน” แต่ทั้งนี้สหรัฐอเมริกาก็ยังยืนเคียงคู่กับประเทศจีนอยู่ เนื่องด้วยเป็นประเทศเดียวที่สามารถปั๊มเงินได้เอง บวกกับมีการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมที่สูงมาก!

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเรายังมีปัญหาอยู่มากกับปัญหาด้านการศึกษา ด้านความรู้ ด้านวัฒนธรรม ด้านความรอบรู้เท่าทันโลกของประชากรและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกรณีเรื่อง “บาปบุญคุณโทษ” และ “ระบบธรรมาภิบาล-ศีลธรรม-คุณธรรม-จริยธรรม” ที่คนไทยเริ่มขาดการอบรมบ่มสั่งสอน เท่านั้นยังไม่พอที่ปัญหาหลักที่ค่อยๆ พอกพูนมากขึ้นคือ “สังคมสูงวัย” ที่ในอนาคตจะมีเด็กเกิดน้อยมาก

ดังนั้น เรายังต้องรับมือกับปัญหาสังคม การเมืองกับเศรษฐกิจอีกเยอะมากที่ยังวนเวียนและต้องได้รับการปฏิรูปอีกมากมายทีเดียว!