ราม วัชรประดิษฐ์
www.arjanram.com

ครูบาเจ้าศรีวิชัย อมตเถราจารย์ชื่อดังอันดับหนึ่งแห่งเมืองล้านนา แม้ว่าท่านจะละสังขารไปนานแล้ว แต่ความเชื่อและความศรัทธาในบารมีความศักดิ์สิทธิ์ ยังคงอยู่ในความรู้สึกรำลึกของพุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไปไม่เสื่อมคลาย ตลอดชีวิตของท่านอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง จากชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่งที่เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่เป็นสามเณรสู่พระภิกษุ เคร่งครัดในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน สอนสั่งธรรมะแก่สาธุชนให้เป็นคนดี ละเว้นความชั่ว อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาโดยแท้

เหรียญรูปไข่ ปี 2482

ตลอดระยะเวลา 40 ปี  ในร่มกาสาวพัสตร์ ไม่เคยได้รับสมณศักดิ์ใดๆ ไม่ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ ไม่มีพัดยศ หรือตำแหน่งทางคณะสงฆ์ใดๆ ทั้งต้องฟันฝ่าอุปสรรคและพบวิบากกรรมนานัปการ แต่ก็ผ่านพ้นมลทินได้ทุกครั้ง ด้วยปณิธานและความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ปฏิบัติศาสนกิจทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ เพื่อจรรโลงพระบวรพุทธศาสนาให้ยืนยง ท่านเป็นผู้พัฒนาวัดวาอารามมากมายของหลายๆ จังหวัดทางภาคเหนือ ที่รกร้างและทรุดโทรม สู่ความเจริญรุ่งเรือง จนได้รับการยกย่องให้เป็น  "ตนนักบุญแห่งลานนาไทย" หรือ นักบุญแห่งล้านนาไทย" และด้วยแรงศรัทธาของสาธุชนชาวล้านนา จึงได้มีการจัดสร้าง ‘อนุสาวรีย์ครูบาเจ้าศรีวิชัย’ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการรำลึกถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ ในหลายแห่งหลายจังหวัด

อนุสาวรีย์ครูบาเจ้าฯ บริเวณทางขึ้นดอยสุเทพ

ครูบาเจ้าศรีวิชัย เป็นชาวลำพูนโดยกำเนิด เกิดปีขาล เดือน 9 เหนือ (เดือน 7 ของภาคกลาง) ขึ้น 11 ค่ำ ตรงกับวันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2421 ที่บ้านปาง ต.แม่ตืน (ปัจจุบันคือ ต.ศรีวิชัย) อ.ลี้ โยมบิดา-มารดาชื่อ นายควาย-นางอุสา มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน ท่านเป็นคนที่ 4 เดิมชื่อ ‘เฟือน’ หรือ ‘อินท์เฟือน’ หมายถึง การเกิดกัมปนาทหวั่นไหวถึงสวรรค์หรือเมืองของพระอินทร์ บ้างก็ว่า ‘อ้ายฟ้าร้อง’ เพราะขณะที่ท่านเกิด ปรากฏฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก ท่านเป็นเด็กที่มีวรรณะผุดผ่อง ฉลาด มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีความผูกพันกับพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก ชอบชวนบิดามารดาเข้าวัดอยู่เสมอ บิดามารดาจึงนำไปฝากเป็นศิษย์ พระอธิการขัติ เจ้าอาวาสวัดบ้านปาง เพื่อศึกษาอักขระสมัยและอักษรไทย จนอายุ 18 ปี จึงบรรพชาเป็นสามเณร ศึกษาภาษาพื้นเมือง ภาษาบาลี-สันสกฤต ท่านก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและแตกฉาน เมื่ออายุครบบวชจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ มีฉายา "สิริวิชโย" แต่ชาวบ้านมักเรียกว่า "พระศรีวิชัย"

เหรียญลงยา ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์

พระศรีวิชัย ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและวิปัสสนาธุระจากพระอาจารย์ แต่ท่านก็ยังใฝ่ใจใน ทางวิชาไสยศาสตร์ คาถาอาคม โหราศาสตร์ แพทย์แผนโบราณ และการก่อสร้าง รวมทั้งวิชาป้องกันตัวต่างๆ ต่อเมื่อได้เดินทางสู่สำนักวัดดอยแต ซึ่งเป็นสำนักสงฆ์สายอรัญวาสี เพื่อศึกษากับ ครูบาอุปละ ผู้มีชื่อเสียงทางวิปัสสนากรรมฐาน จึงเป็นจุดพลิกผัน ให้กลับมามุ่งเน้นความรู้ด้านการปฏิบัติธรรม และการบำเพ็ญสมาธิภาวนา ใต้ร่มเงาแห่งพระบวรพุทธศาสนาอย่างถูกต้องตามหลักศาสนา หลังจากนั้นจึงกลับมา จำพรรษาที่วัดบ้านปางดังเดิม ท่านเป็นพระที่พูดจาไพเราะ ยิ้มแย้มแจ่มใส มีเมตตา และเคร่งในวัตรปฏิบัติอย่างสูง ผู้แวะเวียนมานมัสการก็จะได้รับคำแนะนำและชี้ทางให้เกิดความสบายใจและยึดมั่นในศีลในธรรม เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของสาธุชนอย่างกว้างขวางในเวลาอันรวดเร็ว มีผู้มาฝากตัวเป็นศิษย์มากมายทั่วทั้งเขตภาคเหนือและพุทธศาสนิกชนทั่วไปที่ได้ยินชื่อเสียงกิตติศัพท์และได้มีโอกาสมากราบนมัสการ

เหรียญรูปไข่ พิมพ์สองชาย

ท่านครูบาเจ้าได้สร้างวัดและบูรณะวัดต่างๆ ในภาคเหนือมากมาย และที่ทำให้ท่านเป็นที่รู้จักและอยู่ในความทรงจำของชาวล้านนา คือ การเป็นผู้นำในการสร้างทางขึ้นสู่วัดพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งใช้เวลาสร้างเพียง 5 เดือนเศษ โดยไม่ใช้งบประมาณของรัฐเลย ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2481 สิริอายุ 60 ปีเศษ 40 พรรษา

วัตถุมงคลครูบาศรีวิชัยนั้น จัดสร้างขึ้นหลังจากที่ท่านมรณภาพ หรือที่เรียกกันว่า “เหรียญตาย” ซึ่งล้วนได้รับความนิยมสะสมและแสวงหาทั้งสิ้น โดยเฉพาะ ‘เหรียญชุดแรก ปี 2482’ เป็นที่นิยมสูงสุด แต่หาดูหาเช่ายากยิ่งและสนนราคาก็สูงลิบลิ่วทีเดียว

เหรียญรูปไข่ พิมพ์สามชาย

เหรียญครูบาเจ้าศรีวิชัย วัดบ้านปาง จ.ลำพูน ปี 2482 จัดสร้างโดยคณะสงฆ์จังหวัดลำพูน เพื่อเป็นที่ระลึกและเป็นอนุสรณ์คุณงามความดีแก่ผู้ที่เคารพศรัทธาและร่วมถวายปัจจัยทำบุญในวันพระราชทานเพลิงศพ แกะบล็อกและผลิต โดย ร้านอัมราภรณ์ ตึกดิน กรุงเทพฯ เข้าพิธีพุทธาภิเษก เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2481 พร้อมกับวัตถุมงคลของ สมเด็จพระสังฆราช พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ โดยมีพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นหลายรูปเข้าร่วมปลุกเสกอธิษฐานจิต ณ วัดราชบพิธ กรุงเทพฯ

แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ แบบที่ 1 “เหรียญลงยา” สำหรับแจกกรรมการ ทำเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์ ซึ่งถือเป็น ‘พิมพ์นิยม’ ที่ปัจจุบันขึ้นถึงหลักล้านไปแล้ว ส่วนแบบที่ 2 เป็น “เหรียญรูปไข่” เนื้อเงินและเนื้อทองจังโก แบ่งพิมพ์ย่อยออกเป็น 2 พิมพ์ ได้แก่ พิมพ์สองชายและพิมพ์สามชาย โดยดูจากชายจีวรของท่าน ถ้ามีสองขีดเรียกสองชาย ถ้ามีสามขีดเป็นสามชาย ‘พิมพ์สามชาย’ ยังมีจุดตำหนิปลีกย่อยลงไปอีกเป็น สามชาย อักษรมน, อักษรสลับ และ อักษรเหลี่ยม สนนราคาลดหลั่นกันไปตามค่านิยม ซึ่งพิมพ์สามชายจะได้รับความนิยมมากกว่าพิมพ์สองชาย

การพิจารณานั้น นอกจากหลักการพิจารณาเหรียญแท้แล้ว ต้องศึกษาพิมพ์ให้ขาด และประการสำคัญที่ต้องจดจำ คือ “เหรียญรูปไข่” จะเป็นเหรียญหูเชื่อม ด้านหน้าเว้าเป็นแอ่งกระทะ แต่ด้านหลังจะเรียบ และนัยน์ตาท่านจะแกะสลับได้สวยงามมากดูมีมิติ เหรียญจะมีประกายไม่ด้าน และอย่าลืมเม็ดไฝเหนือกลางคิ้วขวาจะเห็นเป็นเม็ดปรากฏในทุกพิมพ์ครับผม