วันนี้ (10 ส.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) แถลงข่าวการบริหารจัดการแบบบูรณาการแก้วิกฤติน้ำท่วมในห้วงฤดูฝน ปี 2561 ว่าจากข้อมูลปัจจุบันพบว่าจำนวนเขื่อนที่มีปริมาณน้ำมากเกิน 80 เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องเฝ้าระวังกันทุกชั่วโมงมีอยู่ 107 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเขื่อนใหญ่ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร ขณะเดียวกันถือว่าในช่วงอีก 10 วันจากนี้จะต้องมีการเร่งบริหารจัดการน้ำให้ได้ก่อนที่ฝนจะตกหนักอีกครั้งในช่วงประมาณวันที่ 20 ส.ค.ถึงเดือนก.ย.นี้ จะต้องเฝ้าระวังเนื่องจากมีร่องมรสุมที่พาดผ่านไทยทางภาคเหนือ อีสาน และภาคกลางจะมีฝนเพิ่มขึ้น ส่วนช่วงเดือนต.ค.ภาคใต้จะมีฝนตก อย่างไรก็ตามเบื้องต้นจะมีการใช้ลักษณะการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแก่งกระจานมาเป็นโมเดล ขณะที่ในส่วนเขื่อนแก่งกระจานเองระดับน้ำยังล้นสปิลเวย์อยู่ประมาณ 60 เซนติเมตร คาดว่าจะน้ำจะลดลงเรื่อยๆ โดยก็ยังคงต้องเร่งระบายน้ำออกไปให้ได้ 250 ลูกบาศก์เมตร สำหรับความเสียหาย พบว่ามีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 887 ไร่ ครัวเรือนได้รับผลกระทบ 200 ครัวเรือน โดยจะต้องมีการลงพื้นที่เพื่อสำรวจความเสียหายอีกครั้ง

ด้านนายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่มีพายุที่จะเข้าประเทศไทย3-4ลูก ระหว่างวันที่14-16 ส.ค.นี้ตามที่มีกระแสข่าว ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับข่าวดังกล่าว ส่วนพายุที่จะเกิดขึ้นนั้น จะก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก จากนั้นเคลื่อนไปที่ทางเหนือที่ประเทศญี่ปุ่น ขณะที่ดีเปรสชัน จะมุ่งหน้าสู่เกาะไหหลำ ประเทศจีน ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวจะเกิดผลดีกับไทยเพราะจะทำให้ปริมาณฝนจะลดลง แต่ในเดือนก.ย.คาดการณ์ว่าจะมีพายุ 2ลูก ที่เคลื่อนเข้าที่สปป.ลาวและเวียดนาม อาจส่งผลถึงภาคอีสานของไทยเช่นจ.สกลนคร และจ.อุบลราชธานี ทั้งนี้ คาดว่าปลายปีอาจมีปรากฎการณ์เอลนินโญ่ ระดับไม่รุนแรงทำให้ฝนน้อย แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำ แต่ที่ห่วงคือจะมีผลกระทบในช่วงฤดูร้อนทำให้อุณภูมิสูงขึ้นถึง 40 องศาเซลเซียส