“TFG”เผยผลประกอบการไตรมาส 2/61 พลิกกำไร 222 ล้านบาท จากไตรมาสแรกขาดทุน 107ล้านบาท หลังปรับพอร์ตการขายไก่หันเน้นส่งออก ขณะที่ราคาเฉลี่ยสุกรสูงขึ้นส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้น ส่วนรายได้ครึ่งปีแรก มีรายได้ 13,367 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 12,160 ล้านบาท มั่นใจครึ่งปีหลัง 3 ธุรกิจหลักทั้งไก่-สุกร-อาหารสัตว์โตต่อเนื่อง โดยเฉพาะไก่ปรุงสุกเริ่มผลิตขายให้ญี่ปุ่นเดือนส.ค.นี้

เชิดศักดิ์ กู้เกียรตินันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัทไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG เปิดเผยว่าผลประกอบการ ไตรมาส 2/61 มีกำไรสุทธิ 222 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 107ล้านบาท ในไตรมาส 1/61 เป็นผลมาจากการปรับพอร์ตการขายไก่ และราคาเฉลี่ยสุกรที่สูงขึ้น ขณะที่ไตรมาส 2/61 บริษัทมีรายได้รวม 6,712 ล้านบาท จากไตรมาสแรกที่มีรายได้ 6,675 ล้านบาท และหากเปรียบเทียบกับไตรมาส 2 /60 มีรายได้ 6,214 ล้านบาท เติบโตขึ้น 8 % แต่กำไรลดลง

โดยสาเหตุหลักของรายได้เพิ่มขึ้น แต่กำไรลดลงเนื่องจากราคาเฉลี่ยของไก่ที่ลดลง 13.65% จาก 42.2 บาทต่อกิโลกรัมเป็น 36.4 บาทต่อกิโล เป็นผลมาจากราคาไก่ในประเทศลดต่ำลง และราคาสุกรเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3.84% จาก 60.93 บาทต่อกิโลในปีที่แล้ว เป็น 63..27 บาทต่อกิโลกรัม ในไตรมาส 2/61 ขณะเดียวกัน ณ สิ้นไตรมาส 2/61 บริษัทได้ลงบัญชี ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 83 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการขาดทุนที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง และบริษัทได้ซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้ารองรับไว้แล้ว ดังนั้นเมื่อเกิดขึ้นจริงในไตรมาส 3 /61 ในส่วนนี้จะกลับมามีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 61 ล้านบาท หากประเมินรายได้ในรอบครึ่งปีแรกของปีนี้ บริษัทมีรายได้ 13,367 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน 12,160 ล้านบาท

สำหรับในภาพธุรกิจโดยรวมมีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ โดยธุรกิจไก่ บริษัทได้เร่งปรับพอร์ตการขาย เข้าสู่ตลาดส่งออกที่มีกำไรขั้นต้นสูงขึ้น เพื่อเพิ่มราคาขายเฉลี่ยให้สูงขึ้นอีก โดยเพิ่มพอร์ตการผลิตและการขาย มีเป้าหมายรวมส่งออก 60,000 ตันต่อปี ประกอบด้วยตลาดส่งออกใหม่ที่บริษัทได้รับอนุญาตให้ส่งออกได้คือ ประเทศจีน ซึ่งมีความต้องการสินค้าประเภทขาไก่ และปีกเข้ามาสูงมากถึงสิ้นปีจะทำได้เพิ่มอีกประมาณ 7,000 ตันในราคาสูงกว่าราคาในประเทศ เป็นส่วนที่ได้เพิ่มเข้ามาอย่างชัดเจน รวมถึงมีตลาดส่งออกเพิ่มเติมทั้งยุโรป และญี่ปุ่นยังเติบโตต่อเนื่อง ตามเป้าหมายเดิม 50,000 ตันภายในสิ้นปี เพื่อสร้างกำไรให้สูงกว่าการขายในประเทศ และเร่งปรับเปลี่ยนสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะสินค้า by-products เป็นสินค้าปรุงสุกส่งออกและอุตสาหกรรม และลดการขายสินค้าไก่ภายในประเทศลง

นอกจากนี้บริษัทได้เริ่มผลิตไก่ปรุงสุก เพื่อส่งออกจากโรงงานใหม่ในเดือนส.ค.นี้ โดยผลิตให้กับลูกค้ารายใหญ่จากญี่ปุ่นเป็นอันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นการส่งสินค้าปรุงสุกเข้าเครือข่ายร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ มีออร์เดอร์กลุ่มแรกเป้าหมาย 1,500 ตัน มูลค่าประมาณ 290 ล้านบาท มีราคาเฉลี่ยสูงกว่าการส่งออกไก่ดิบแช่แข็ง และจะเป็นคำสั่งซื้อระยะยาวต่อเนื่อง มีราคาเสถียรกว่า ทำให้ธุรกิจยั่งยืนกว่า ซึ่งจะช่วยลดการขายไก่ในประเทศ แล ป้อนชิ้นส่วนไก่เป็นวัตถุดิบสู่โรงงานปรุงสุก มากขึ้นเป็นการเพิ่มราคาไก่เฉลี่ยให้สูงขึ้นอีกทางหนึ่ง

ส่วนธุรกิจสุกรในประเทศ ราคาตลาดเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นจากระดับต่ำสุดในไตรมาสแรก ราคาสุกรเป็นที่ 40 บาทต่อกิโล ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมายังได้รับผลกระทบบางส่วนจากราคาเฉลี่ยที่ต่ำ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 58 บาทต่อกิโล ทำให้ธุรกิจสุกรสามารถสร้างรายได้สูงขึ้นมาก จึงเร่งขยายการเลี้ยงและขาย จากในครึ่งปีแรกเดือนละ 70,000 ตัว เพิ่มอีก 14% เป็น 80,000 ตัวต่อเดือน เพื่อรับการตอบรับดีมานด์และราคาตลาดในครึ่งปีหลังและต้นปีหน้า อีกทั้งได้มีการปรับสัดส่วนการขายสุกรเป็น กับสุกรชำแหละ เพื่อสร้างกำไรขั้นต้นให้สูงขึ้น เพื่อรองรับ ตลาดที่ฟื้นตัว และขยายกำลังการผลิตของโรงชำแหละสุกรที่พนัสนิคม ชลบุรี เพิ่มอีก 25% เป็น 1,000 ตัวต่อวัน โดยลดการผลิตสุกรชำแหละ จากโรงชำแหละที่เช่าอยู่ที่ กบินทร์บุรีลงในไตรมาส 3 โดยธุรกิจสุกรโดยรวมน่าจะทำรายได้รวมประมาณ 6,000 ล้านบาทในปีนี้

ส่วนตลาดสุกรในเวียตนาม ราคาปรับตัวสูงขึ้นสูงกว่าในประเทศไทย ราคาตลาดปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 70 บาทต่อกิโลกรัม โดยบริษัทส่งสุกรเข้าตลาดเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 7,000 ตัวต่อเดือน เป็นเดือนละ 8,000 ตัว ในครึ่งปีหลัง ธุรกิจอาหารสัตว์ครึ่งปีแรก มีการขยายตัวต่อเนื่อง จากปีที่แล้วรายได้ขยายตัวต่อเนื่อง ในปีนี้ยอดขายภายในเครือประมาณ 10,000 ล้านบาท มีเป้าหมายการขายนอกเครืออยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาททั้งปี หรือขยายตัวกว่า 35% จากปีที่แล้วและสามารถทำกำไรขั้นต้นได้ต่อเนื่อง

“บริษัทยังมีความมั่นใจว่า ธุรกิจทั้ง 3 กลุ่มข้างต้น ยังมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องในระยะยาว และสร้างรายได้รวมและกำไรเพิ่มให้เติบโตในปี 2561 อย่างไรก็ตามบริษัทยังต้องบริหารความเสี่ยงทางการเงิน ราคาตลาดของไก่และสุกร ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าและในประเทศ และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์ รวมถึงป้องกันโรคระบาดของไก่และสุกรอย่างระมัดระวังขั้นสูงสุด”