วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระบรมราชินีนาถ
ขอถวายพระพรชัยมงคลให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

หลักการทรงงานในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และได้พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อความอยู่ดีมีสุขของพสกนิกรมาอย่างต่อเนื่อง

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2561 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และด้วยความจงรักภักดี ในนามหนังสือพิมพ์สยามรัฐขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเชิญพระราชประวัติโดยสังเขปและหลักการทรงงานตามแนวพระราชดำริที่ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความสุขอย่างยั่งยืนตราบวันนี้

พระราชประวัติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม 2475 ทรงมีพระนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร โดยทรงเป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล (ภายหลังได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น พลเอกพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) กับ หม่อมหลวงบัว กิติยากร โดยทรงมีพระภาดา 2 องค์ และพระขนิษฐภคินี 1 องค์ ดังนี้ หม่อมราชวงศ์ กัลยาณกิติ์ กิติยากร หม่อมราชวงศ์ อดุลยกิติ์ กิติยากร และ หม่อมราชวงศ์หญิง บุษบา กิติยากร

พระราชปณิธาน ประชาชนคนไทยมักขานพระนามพระแม่เจ้าของแผ่นดิน เป็นพระราชสมัญญาพระนามที่พสกนิกรชาวไทยพร้อมใจกันถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ น้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่9 ที่สะท้อนถึงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทย ด้วยพระวิริยะ อุตสาหะ และขันติธรรม ด้วยพระราชหฤทัยที่ทรงเมตตาและทรงห่วงใยในประชาราษฎร์และแผ่นดินเป็นสำคัญ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่9ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนทุกข์สุขของราษฎรในทั่วทุกภูมิภาค โดยทรงงานเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาต่างๆ ของราษฎร และได้ทรงริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในการช่วยเหลือราษฎร รวมทั้งทรงส่งเสริมงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้ทรงก่อให้เกิดประโยชน์แก่ราษฎรในหลากหลายด้าน ดังพระราชดำรัสถึงสาเหตุที่ต้องทรงงานหนัก พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2522 ความตอนหนึ่งว่า

“...ความจริงที่ข้าพเจ้ามีกำลังใจและกำลังกายที่จะปฏิบัติหน้าที่รับใช้บ้านเมือง ก็เนื่องด้วยเหตุนึกถึงคำของพ่อที่สอนมาตั้งแต่เล็กๆ และก็เมื่อแต่งงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงสอนตลอดมาว่า แผ่นดินนี้มีคุณ มีบุญคุณแก่ชีวิตของพวกเรามากมายนัก เพราะฉะนั้นชีวิตที่เกิดมานี้อย่าได้ว่างเปล่า จงตอบแทนให้รู้สึกตัวเสมอว่าเป็นหนี้บุญคุณ... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และข้าพเจ้ารู้สึกว่า ทำงานเท่าไรก็ยังไม่คุ้ม ยังไม่สมกับที่บรรพบุรุษของเผ่าไทยทั้งหลายผู้มีพระคุณ ผู้ที่ได้ปกป้องยึดผืนแผ่นดินนี้ได้มาตลอด แล้วดูตามประวัติศาสตร์แล้ว ท่านทั้งหลายได้ประสบความทุกข์ยากอย่างมากมาย ท่านทั้งหลายก็แน่วแน่ในปณิธานที่จะทำนุบำรุงผืนแผ่นดินนี้ไว้ให้เป็นแผ่นดินที่ร่มเย็น เป็นแผ่นดินที่ทุกคนมีอิสรเสรีที่จะมีความเชื่อถือในศาสนาใดก็ได้ มีความสงบสุขอยู่ในศาสนาของตน โดยที่ไม่มีการข่มเหงรังแกบีบคั้น อันนี้เป็นลักษณะประเสริฐของบรรพบุรุษของไทยทั้งหลาย ซึ่งข้าพเจ้าอยากขอให้ทุกท่านนำคำพูดของข้าพเจ้าไปคิดดูให้ดี แล้วก็จะเห็นว่าข้าพเจ้านั้นไม่ได้ดีวิเศษอะไรเลย เพียงแต่ว่าเมื่อนึกถึงพระคุณอย่างนี้แล้ว ก็ต้องยิ่งพยายามที่จะทำให้สุดความสามารถ...”

หลักการทรงงานตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจครอบคลุมหลายด้าน แต่ไม่ว่าจะเป็นด้านใด ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความตั้งพระราชหฤทัยที่จะทรงบำบัดทุกข์ยังความสุขให้เกิดขึ้นด้วยทรงห่วงใยในประชาราษฎร์และแผ่นดินไทย ดังพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะกรรมการอาสาสมัครและอาสาสมัครสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2510 ความตอนหนึ่งว่า

“...เรามีความสุขแต่ลำพัง โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอีกหลายคนที่แวดล้อมเราอยู่นั้นไม่ได้ ผู้มีเมตตาจิตหวังประโยชน์ส่วนรวมย่อมรู้จักแบ่งปันความสุขเพื่อผู้อื่น และพร้อมที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้อื่นตามกำลังและโอกาสเสมอ...”

พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2535 ความตอนหนึ่งว่า

“...เราเรียกแผ่นดินนี้ว่าแผ่นดินแม่ เพราะแผ่นดินนี้เป็นที่เกิด และเลี้ยงดูคนไทยมากว่า 700 ปี ควรที่เราทั้งหลายจะบำรุงรักษาแผ่นดินให้คงความอุดมสมบูรณ์ไว้ ถ้าเรามัวแต่ตักตวงผลประโยชน์จากผืนดิน... สักวันหนึ่งแผ่นดินแม่คงตายจากเราไป โดยไม่มีวันหวนกลับคืนมา คงเหลือไว้ซึ่งพื้นดินที่แห้งแล้ง สิ้นสภาพจากการเป็นดินที่จะทำการเพาะปลูกได้ คงจะมีแต่ฝุ่นตลบไปหมด เสมือนแผ่นดินที่ไร้วิญญาณไร้ความหมายใดๆ ต่อชีวิตบนผืนโลก ขณะนี้ เรายังมีเวลาและโอกาสที่จะฟื้นฟูรักษาแผ่นดินแม่...”

ด้วยพระราชปณิธานข้างต้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่9ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจและเสด็จฯไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อทรงรับฟังทุกข์สุขของราษฎรที่มาเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ และได้พระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหา มุ่งเน้นที่การพัฒนาอาชีพและพัฒนาคน อันเป็นการช่วยเหลือในระยะยาว ซึ่งสามารถสรุปหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริได้ดังนี้

หลักการประการแรก คือ ทรงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะในชนบท ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารของประชากรและเกษตรกร ผู้เป็นคนส่วนใหญ่ของทั้งประเทศ ดังพระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2527 ความตอนหนึ่งว่า

“...ประชาชนเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของบ้านเมือง ตราบใดที่ประชาชนยังไม่มีเสรีภาพ ความหิวโหยจะเรียกว่า มีเสรีภาพเต็มที่ไม่ได้ ประเทศใด ประชาชนไม่สามารถผลิตให้แก่ประเทศได้ ประเทศนั้นๆ จะยืนหยัดอยู่ได้อย่างไร มิช้านาน ก็คงต้องล้มคว่ำลงไปในวันใดวันหนึ่ง...”

หลักการประการที่สอง คือ ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านจิตใจ เพื่อผลแห่งสันติสุขและการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง ดังพระราชดำรัสในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรผดุงครรภ์และอนุปริญญาบัตรพยาบาลและอนามัย ณ หอประชุมราชแพทย์วิทยาลัย เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2514 ความตอนหนึ่งว่า

“...เราจะถืออะไรเป็นเครื่องวัดความเจริญของชาติบ้านเมือง จะวัดกันด้วยสิ่งก่อสร้าง หรือเทคนิควิชาการ หรือพฤติกรรมของชาตินั้นๆ ข้าพเจ้ายังจับใจในถ้อยความที่พระท่านสอนไว้ว่า ชุมชนใดที่มนุษย์รู้จักแผ่เมตตาต่อกัน ชุมชนนั้นเป็นแหล่งที่เจริญ ถ้าราษฎรของชาติมุ่งประกอบกรรมดีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน รู้จักรับผิดชอบในสังคมใหญ่ ก็นับได้ว่าชาตินั้นเจริญแล้วและจะก้าวสืบไป สันติภาพอันแท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์เรามีความอิ่มทางจิตใจ จากการสร้างแต่ความดีและประกอบแต่กรรมดี การสะสมกอบโกยความดีไว้มากๆ โดยไม่มีขอบเขต จะเป็นหลักในการสร้างสันติภาพอันถาวรยั่งยืนและโลกจะบรรลุถึงความสงบที่ใฝ่หากัน...”

หลักการประการที่สาม คือ ทรงให้ความสำคัญกับโอกาสของราษฎร ที่จะได้รับการพัฒนาหรือมีส่วนร่วมในการพัฒนา ไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคใดของประเทศ นับถือศาสนาใด พูดภาษาอะไร ดังพระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2526 ความตอนหนึ่งว่า

“...การช่วยเหลือชาวไร่ชาวนาของไทยให้สามารถเลี้ยงตัวได้นั้น เป็นของที่ไม่ยากเกินไปเลย เพราะว่าพื้นฐานของชาวไร่ ชาวนาของไทยเรา มีความสามารถรอบตัวอยู่แล้ว สำคัญที่พวกเราจะต้องเข้าไปหาเขา ให้โอกาสเขา ดึงความสามารถของเขาออกมาใช้ประโยชน์ในการช่วยตัวเอง...”

หลักการประการที่สี่ คือ ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนเป็นศูนย์กลาง ดังพระราชดำรัสพระราชทานเพื่อเชิญไปลงพิมพ์ในหนังสือของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2528 ความตอนหนึ่งว่า

“...ชาวไทยทุกคนจะต้องเข้าใจว่า การอนุรักษ์นี้มิใช่จะไปขัดขวางการพัฒนา แท้ที่จริงแล้วการพัฒนาระยะยาวกลับจะสำเร็จได้ ก็ด้วยการอนุรักษ์ที่ถูกต้อง เราทั้งหลายคงไม่ลืมตัวอย่างที่พลโลกบางประเทศต้องอดอยากล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่สงวนรักษาทรัพยากรธรรมชาตินั่นเอง...”

หลักการประการที่ห้า คือ ทรงให้ความสำคัญกับการเสริมและสนับสนุนการพัฒนาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรและของรัฐบาล ดังพระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2522 ความตอนหนึ่งว่า

“...บ้านเมืองของเรานี้ยังมีคนที่ยากจนและรอความช่วยเหลืออีกมากมายก่ายกอง เพราะฉะนั้นเมื่อใครทำอะไรได้เราก็ควรจะทำเพื่อช่วยสนับสนุนให้ประเทศชาติและรัฐบาลมีความมั่นคงยิ่งขึ้น แปลว่าช่วยกันคนละไม้คนละมือ โดยที่ไม่เกี่ยงกัน ช่วยกันทำความดี...”

หลักการทรงงานที่อัญเชิญมาเป็นหลักคิดเพื่อเป็นสิริมงคลในการน้อมนำสู่การเดินตามรอยพระยุคลบาท โดยทรงนำพระองค์ปฏิบัติให้เป็นที่ประจักษ์แก่ราษฎรทุกหมู่เหล่ามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทรงเป็นแบบอย่างด้วยพระราชจริยวัตรอันงดงามทั้งทรงมีความเพียรความอดทนอย่างหาที่เปรียบมิได้ ทั้งทรงมีพระเมตตาพระมหากรุณาธิคุณหาที่เปรียบมิได้ ผ่านโครงการตามพระราชดำริ ผ่านพระราชกณียกิจน้อยใหญ่ที่ทรงทุ่มเทมุ่งมั่นสร้างประโยชน์สุขแก่ราษฎรและความมั่นคงของประเทศชาติข้างต้น

นี่คือหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่9ที่ได้ทรงใช้เป็นแนวทางในการทรงงานเพื่อพสกนิกรชาวไทยให้อยู่เย็นเป็นสุข นับเป็นโชคดีของพวกเรา พสกนิกรชาวไทยที่ได้เกิดมาใต้ร่มพระบารมี และสมควรอย่างที่สุดที่จะได้น้อมนำแนวพระราชดำริหลักการทรงงานตลอดจนพระราชจริยวัตรผ่านการปฏิบัติพระองค์เป็นที่ประจักษ์ทรงดำเนินพระราชกณียกิจโดยมิทรงคำนึงถึงความเหนื่อยยากพระวรกายและความสุขส่วนพระองค์ แม้แต่น้อยต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานเคียงข้างพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2561 หนังสือพิมพ์สยามรัฐในนามพสกนิกรไทยขอพระราชทานพระราชานุญาตถวายพระพรชัยมงคลให้พระองค์ทรงพระเกษมสำราญ มีพระพลานามัยแข็งแรงสถิตย์เป็นร่มโพธิ์ทองของปวงข้าพระพุทธเจ้าตราบนานเท่านาน

ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ