ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

​ใครที่ติดตามข่าวสารการ “รับน้อง” ของสถาบันการศึกษาต่างๆ ช่วงหลังๆ ที่ปรากฏเป็นข่าวผ่านสื่อกระแสหลัก มักเป็นเรื่องของการ “รับน้องโหด” โดยรุ่นพี่ตัวแสบ ซึ่งแทนที่จะเป็นไปด้วยความรัก ความผูกพัน การให้แนวทางการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย หรือประสบการณ์การใช้ชีวิตรวมหมู่กับเพื่อนใหม่ในโลกใบใหม่ของการใช้ชีวิต หากทว่ากลับกลายเป็นพฤติกรรมเลวร้ายที่ส่งผลสะเทือนทั้งต่อร่างกาย จิตใจ และกระทั่งถึงต้องเสียชีวิต สร้างบาดแผลทางใจร้าวลึกให้แก่ใครอีกหลายคน

ไม่กี่วันที่ผ่านมาในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เมื่อผู้เขียนมีโอกาสได้ติดตามสัมผัสบรรยากาศการรับน้องนักศึกษาใหม่ของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) จึงเกิดความประทับใจหลายประการ ท่ามกลางสังคมหลากหลาย ท่ามกลางประวัติศาสตร์ซ้อนทับด้วยเรื่องราวมากมาย ท่ามกลางสถานการณ์คุกรุ่นด้วยวงล้อมความรุนแรงทำให้พื้นที่ชายแดนใต้ เสมือนเป็นดินแดน “มิคสัญญี” ที่ผู้คนไม่อยากมาเยือนมาสัมผัส

เรื่องราวดีๆ เหตุการณ์น่าประทับใจ ก่อรูปผ่านรูปแบบการรับน้องแบบเรียบง่าย เมื่อ ม.อ.ปัตตานี ได้จัดกิจกรรมต้อนรับนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2561 จำนวน 1,500 คน ในโครงการ “ศรีตรังสะพรั่งบานบนเส้นทางวงแหวนพหุวัฒนธรรมเมืองปัตตานี” โดยให้นักศึกษาใหม่ลงพื้นที่เดินเพื่อให้มีโอกาสสัมผัสและศึกษาสถานที่สำคัญตามเส้นทางวงแหวนพหุวัฒนธรรมเมืองปัตตานี ประกอบด้วย วัดตานีนรสโมสร บ้านเลขที่ 1 ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ตลาดเทศวิวัฒน์ มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี มัสยิดรายอฟาฎอนี วังจะบังติกอ และสิ้นสุดมารวมพลก่อนแยกย้าย ณ ริมฝั่งแม่น้ำปัตตานี

แต่ละจุด แต่ละหมาย คือพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ Pattani Heritage City (ภายใต้ Creative Economy) ปัตตานีเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนเส้นทางวงแหวนพหุวัฒนธรรม มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม ผ่านการพัฒนาภาคเมือง และพื้นที่เศรษฐกิจ ภาคใต้ชายแดน หน่วยดำเนินการ คือ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมกับหลากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน มี รศ.อิ่มจิต เลิศพงษ์สมบัติ รองอธิการบดีวิทยาเขตปัตตานี และคณะ เป็นผู้รับผิดชอบดูแล

Pattani Heritage City เกิดจากแนวคิดว่า จังหวัดปัตตานีมีลักษณะสังคมพหุวัฒนธรรมที่โดดเด่น สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่การศึกษาและการอนุรักษ์ นำมาเป็นต้นทุนในการพลิกฟื้นเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในมิติต่าง ๆ เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างสรรค์ผลผลิตและบริการที่เกิดจากทุนทางพหุวัฒนธรรม ฐานความรู้ ภูมิปัญญา ทักษะ การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดเชิงนวัตกรรม ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้จังหวัดปัตตานีมีแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และทางธรรมชาติที่หลากหลาย รองรับและให้บริการนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี นำไปสู่การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในภาพรวม ส่งผลต่อการเชื่อมโยงทางการท่องเที่ยวในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ “เมืองปัตตานีบนเส้นทางวงแหวนพหุวัฒนธรรม” ครอบคลุมพื้นที่ 4 ชุมชนในอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี คือ ย่านชุมชนจีนหัวตลาด (กือดาจีนอ) ย่านชุมชนชิโนโปรตุกิส (กลุ่มอาคารสไตล์ตะวันตก ถนนฤาดี) ย่านชุมชนมลายู (จะบังติกอ) และย่านชุมชนบริเวณมัสยิดกลางปัตตานี(ถนนยะรัง)

“ม.อ.ปัตตานี มีนโยบายการพัฒนานักศึกษาโดยเน้นการพัฒนาสู่ความเป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข เพื่อเป็นบัณฑิตที่มีความสอดคล้องต่อทิศทางการพัฒนาประเทศ ประกอบกับในปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาต้องเผชิญกับปัจจัยสภาพการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องทางด้านสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ความก้าวหน้าสารสนเทศ ดังนั้นมหาวิทยาลัย จึงกำหนดทิศทางให้นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สามารถปรับตัวก้าวทันโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง” รศ.อิ่มจิต เลิศพงษ์สมบัติ รองอธิการบดีวิทยาเขตปัตตานี กล่าวถึงแนวคิดสำคัญ

รศ.อิ่มจิต เลิศพงษ์สมบัติ เป็นหนึ่งในนักบริหารที่ได้รับการยอมรับเป็นยิ่งในพื้นที่ เธอมองว่า ต้นทุนของ มอ.ปัตตานี เป็นเรื่องของความรู้ที่ได้มาจากการวิจัย เรียนรู้ จากนักวิชาการ การที่เราจะเอาความรู้หรือต้นทุนเหล่านี้ไปสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่พื้นที่และสังคมของเรา เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงเศรษฐกิจและปัญญา ที่จะนำสิ่งเหล่านี้ไปพัฒนาหรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ต้นทุนซึ่งเป็นมรดกปัตตานีมีเยอะมาก เพราะว่าปัตตานีจะมีมิติของชุมชนอยู่ในนั้น มิติความเป็นชุมชนคือการที่เรามีหลายวัฒนธรรมรวมอยู่ด้วยกัน สิ่งที่สะท้อนจากความหลากหลายทางวัฒนธรรม คือสิ่งที่เป็นเสน่ห์หรือเป็นความสวยงามของปัตตานี สิ่งที่ต่างกัน ทำไมถึงอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน และแต่ละฝ่ายต่างก็มีความรัก ความหวงแหน ความภาคภูมิใจ ทุกคนก็อยากจะเสนอความภาคภูมิใจให้คนอื่นได้รับรู้

“ทางฝั่งของ มอ. เอง เราก็ต้องเรียนรู้ว่าปัตตานีมีอะไร แล้วสิ่งที่มาของปัตตานีมาจากรากเหง้า พื้นฐาน หรือความเปลี่ยนแปลงในทางประวัติศาสตร์อย่างไร นี้คือสิ่งที่ มอ. ได้รับรู้จากการเรียนรู้พื้นที่ แต่ขณะเดียวกัน การเรียนรู้พื้นที่ทำให้เราสามารถนำความโดดเด่นเหล่านี้มาสร้างคุณค่าอย่างที่เรามองเห็น ให้คนอื่นมองเห็นได้อย่างไร คนปัตตานีเองอาจมองเห็นและภาคภูมิใจในตัวเอง แต่การที่จะทำให้เพชรเม็ดนี้จรัสแสงให้คนอื่นได้เห็นไปทั่วประเทศ ทั่วโลก สิ่งนี้เป็นหน้าที่ของ มอ. เราเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำหน้าที่เจียรไนเพชรเม็ดนี้”

สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่เธอมองเห็น คือ มรดกปัตตานี ถือเป็นความสำเร็จมานานแล้ว สิ่งที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วสำเร็จโดยตัวของมัน เป็นสิ่งที่เป็นตัวแทนของวิถีชีวิตที่นี่ วัฒนธรรมที่เรามองเห็น วัฒนธรรมมลายู วัฒนธรรมไทยจีน วัฒนธรรมไทยพุทธ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ส่งผ่านมายังเรา แล้วเราจะส่งผ่านไปให้คนรุ่นหลังเราต่อไปอย่างไร เป็นการส่งต่อรุ่นต่อรุ่น คนข้างในมองเห็นว่าสิ่งเหล่านี้คือมรดกที่เขาควรจะหวงแหนเอาไว้ เราในฐานะผู้รับและผู้ส่งต่อจะทำให้เห็นว่ามรดกเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงของคนปัตตานี แต่เป็นมรดกของคนในชาติ รวมถึงคนที่อยู่ที่อื่นด้วย นี่เป็นมรดกของโลกแห่งหนึ่งด้วยเหมือนกัน เราอยากให้เห็นว่าในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง มันไม่ได้เป็นการอยู่แบบเดี่ยวๆ อย่างที่เรามองเห็น แต่มีมรดกทางวัฒนธรรมที่ต่างกัน และในความต่างมีความลงตัวอยู่

“เราไม่อยากพูดแค่ว่าปัตตานีตรงนี้มีความไม่สงบ เราต่างกันแต่เราก็อยู่กันได้ มีคนน้อยคนที่มองว่าความต่างทำให้มีปัญหา แต่เรามองว่าความต่างทำให้เกิดความสวยงาม เรากำลังบอกกับคนทั้งประเทศ กับคนทั้งโลกว่า ในปัตตานีแม้จะมีความต่าง แต่เราเชื่อมั่นว่า ความต่างนี้มันสร้างคุณค่า ให้เกิดความสวยงามมากกว่าที่จะทำให้เกิดปัญหา เพราะฉะนั้น เป็นหน้าที่ของเราคนปัตตานีที่จะหยิบตรงนี้ออกมาให้ผู้คนเห็นว่า คนปัตตานีเห็นพื้นที่นี้ว่า ความต่างสร้างปัญหา หรือความต่างสร้างความสวยงาม เป็นประเด็นหลังที่เราต้องการ”

สิ่งที่น้องๆ นศ.ใหม่ของ มอ.ปัตตานี ซึ่งเดินทางมาจากทั่วสารทิศ ทั้งในและนอกพื้นที่ชายแดนใต้ ได้เรียนรู้จากกิจกรรมรับน้องครั้งนี้ จึงมีคุณค่ายิ่ง สังเกตได้จากการพูดคุยระหว่าง นศ. ด้วยกันอย่างสนุกสนาน ตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ได้พบเห็นรายทาง สัมผัสได้จากแววตาของผู้คนที่สอบถามถึงที่มาที่ไปของกิจกรรม คำพูดห่วงใยเหล่าลูกหลานที่มาเดินกรำแดด ความประทับใจผ่านรอยยิ้มและคำอวยพรอวยชัย

นับเป็นอีกหนึ่งวันที่ “ศรีตรังสะพรั่งบานบนเส้นทางวงแหวนพหุวัฒนธรรมเมืองปัตตานี” ผ่านการรับน้องอย่างสร้างสรรค์ ก่อคุณค่าทั้งเชิงกายภาพและหล่อเลี้ยงใจให้เบิกบาน ต่อการรับรู้แง่มุมสวยงามในวิถีพหุวัฒนธรรม