แม้อาณาบริเวณส่วนใหญ่ ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ดังที่เรียกว่า “พืดน้ำแข็ง” โดยคิดเป็นถึงร้อยละ 98 และมีขนาดความหนาของเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 1.6 กิโลเมตร จนถูกยกให้เป็นทวีปที่หนาวที่สุด พร้อมๆ กับความเป็นที่สุดอีกหลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นแห้งแล้งที่สุด ลมแรงที่สุด มีความสูงโดยเฉลี่ยมากที่สุด

แต่ทว่า ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่ง ซึ่งบรรดาประเทศต่างๆ ใหญ่น้อย ต่างทะยอยกันเข้ามาขยายอิทธิพล ทรงความเป็นใหญ่ใน “แอนตาร์กติกา” แห่งนี้ แม้ว่า ถ้าจะกล่าวกันตาม “พฤตินัยแห่งกฎหมายระหว่างประเทศ” แล้ว “แอนตาร์กติกา” ก็ถือเป็น “ดินแดนใต้การปกครองร่วม” และอยู่ภายใต้การคุ้มครองของ “ระบบสนธิสัญญาแอนตาร์กติกา” ที่หะแรกเริ่มเดิมทีที่มีการลงนามในครั้งแรกเมื่อปี 2502 นั้น มี 12 ประเทศ ร่วมจรดปากกาลงนาม ก่อนมาเพิ่มเติมภายหลังเป็น 38 ประเทศ

	มุมหนึ่งของทวีปแอนตาร์กติกา

เนื้อหาใจความของ “ระบบสนธิสัญญาแอนตาร์กติกา” ที่ว่านั้น ก็คือ

ห้ามทำเหมืองแร่ ห้ามกิจกรรมทางทหาร และห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ตลอดจนห้ามกำจัดกากนิวเคลียร์ บนทวีปแห่งนี้

ศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่งในทวีปแอนตาร์กติกา

ในขณะเดียวกัน ทางตรงข้าม “ระบบสนธิสัญญาฯ” ก็สนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ในอันที่พิทักษ์สิ่งแวดล้อม ปกป้องชั้นโอโซนของ “แอนตาร์กติกา” จึงส่งผลให้ทวีปแห่งนี้ มีคณะนักวิทยาศาสตร์จากชาติต่างๆ มาดำเนินการทดลอง ศึกษา วิจัย กันอยู่ไม่ขาดสาย ซึ่งมีรายงานว่า มีจำนวนนักวิทยาศาสตร์ไม่ต่ำกว่า 4,000 คน เลยทีเดียว ที่แวะเวียนมายัง “แอนตาร์กติกา” โดยมี “ศูนย์วิจัย” เป็น “ห้องแล็บ” ทดลอง

อย่างไรก็ตาม มีเหมือนกันที่ศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า ได้ถูกดัดแปลงให้เป็นสถานีพลังงานนิวเคลียร์ เช่น “สถานีแม็คเมอร์โด” ของสหรัฐฯ โดยความมาแตกก็ต่อเมื่อเกิดการรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสี จนส่งผลให้ผู้อยู่ในอาณาบริเวณต้องล้มป่วย โดยหลายรายถึงขั้นป่วยด้วยโรคมะเร็ง เช่น ทหารของนิวซีแลนด์ส่วนหนึ่งที่เข้าไปรักษาการณ์ในพื้นที่ดังกล่าว เมื่อหลายทศวรรษก่อน และก็เป็นเหตุให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสมของสถานีพลังงานนิวเคลียร์แห่งนี้บน

ศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่เข้าไปตั้งในทวีปแอนตาร์กติกา

“แอนตาร์กติกา” ที่ต้องการความพิทักษ์ปกป้องด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่งยวด แม้กระทั่งทางการนิวซีแลนด์ ที่ส่งทหารมาร่วมปฏิบัติการรักษาการณ์ในพื้นที่แห่งนั้น ร่วมกับสหรัฐฯ ที่มียุทธศาสตร์ขยายอิทธิพลเข้ามายังทวีปแอนตาร์กติกา ท่ามกลางการประเมินกันว่า ทวีปแห่งนี้น่าจะอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ

ก็เป็นเหตุให้หลายประเทศได้พยายามรุกคืบเข้ามายัง “แอนตาร์กติกา” แบบตบเท้ากันเข้ามาแทบจะทั่วทุกมุมโลก โดยนอกเหนือจากสหรัฐฯ แล้ว ก็ยังมี อังกฤษ ฝรั่งเศส ตลอดจนชาติสมาชิกในสหภาพยุโรป หรืออียู อื่นๆ

สถานีแม็คเมอร์โด ในทวีปแอนตาร์กติกา ที่เกิดกรณีสารกัมมันตภาพรังสีจากพลังงานนิวเคลียร์รั่วไหล

ล่าสุด ก็เป็นรายของ “พญามังกร จีนแผ่นดินใหญ่” ที่หมายใจสยาย “กรงเล็บ” คือ “อิทธิพล” รุกเข้ามายัง “แอนตาร์กติกา” กับเขาด้วย

ด้วยโครงการและปฏิบัติการเป็นประการต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นการระดมเม็ดเงินลงทุนเข้าไปในแอนตาร์กติกา ผ่าน “โครงการก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน” หรือ “อินฟราสตรักเจอร์”

การร่วมมือกับกลุ่มประเทศต่างๆ เช่น สหภาพยุโรป หรืออียู ในแผนพิทักษ์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หลังบรรลุกข้อตกลงระหว่างกันเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน ขวบปีที่ผ่านมา

การเข้าก่อสร้างในโครงการสร้างสิ่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน หรืออินฟราสตรักเจอร์ ในทวีปแอนตาร์กติกา โดยจีนแผ่นดินใหญ่

นอกจากนี้ ก็ยังมีแผนพัฒนาอื่นๆ ที่พร้อมจะเข้าไปในแอนตาร์กติกา

ทั้งนี้ เมื่อว่ากันความพร้อมของ “พญามังกร จีนแผ่นดินใหญ่” แล้ว บรรดานักวิเคราะห์ แสดงทรรศนะว่า ณ ปัจจุบัน ต้องบอกว่า ทางการปักกิ่งมีความพร้อมมากที่สุด ในฐานะที่ถ้าพูดอย่างภาษาบ้านๆ ก็ต้องบอกว่า เป็นอาเสี่ยใหญ่เงินถุงเงินถัง ซึ่งเม็ดเงินข้างต้น ก็ต้องถือว่า เป็น “กระสุนดินดำ” ที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนอิทธิพลให้คืบหน้าไปข้างต้น ยิ่งกว่าประเทศอื่นใดในเวลานี้

การขยายอิทธิพลผ่านธุรกิจท่องเที่ยวของจีนแผ่นดินใหญ่ ในทวีปแอนตาร์กติกา

พร้อมกันนี้ เหล่านักวิเคราะห์แสดงทรรศนะว่า นับวันอิทธิพลของพญามังกร จีนแผ่นใหญ่ มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นไปในหลายภูมิภาค ไม่เว้นกระทั่ง “ แอนตาร์กติกา” ทวีปอันสุดยะเยือกหนาวเหน็บแห่งนี้

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ อิทธิพลของจีนแผ่นดินใหญ่ รุกคืบเข้าไปในทวีปแอนตาร์กติกามากขึ้นทุกขณะ ก็สร้างความวิตกกังวลให้แก่ “นิวซีแลนด์” เจ้าของฉายา “แดนกีวี” เป็นอย่างยิ่ง

ทหารของกองทัพนิวซีแลนด์ ที่ประจำการเพื่อรักษาความมั่นคงในทวีปแอนตาร์กติกา ในฐานะประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกับทวีปดังกล่าว

โดยเป็นอาการปริวิตกของ “กีวี” ก็มีขึ้นหลัง “พญามังกร” เยื้องกายขยับขยายสยายกรงเล็บ ซึ่งก็คือ “อิทธิพล” ออกจาก “ช่องแคบไต้หวัน” ถลันเข้า “ทะเลจีนใต้” ไล่มาถึง “มหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้” ไปจนจรด “แอนตาร์กติกา” ทวีปใต้สุดของขั้วโลก ชนิด “กินรวบ” เอาไว้ทั้งหมด ส่วนชาติอื่นๆ มีอันต้องกระเด็นตกขอบพ้นวงจรไป เหมือนดั่งสถานการณ์ใน “ทะเลจีนใต้” ที่ถือเป็นบทเรียนต้องตระหนัก พึงจดจำในความเป็น “ทะเลข้าใครอย่าแตะ” กันมาแล้ว