ประกาศบังคับใช้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อเวลา 00.01 น. ของวันอังคารที่ผ่านมา ตามวันเวลาในสหรัฐฯ หรือตรงกับเวลา 11.01 น. ของวันอังคาร ตามวันเวลาในไทย

สำหรับ มาตรการ "คว่ำบาตร" หรือ "แซงก์ชัน" ทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ที่ทางการสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้แต่เพียงฝ่ายเดียว

ว่ากันตามฉากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บรรดานักวิเคราะห์ ก็แสดงทรรศนะว่า เป็นไปตามคาดการณ์กันไว้ก่อนหน้าว่า จะเป็นช็อตต่อไปที่จะบังเกิดขึ้น หลังทางการสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีทรัมป์
"ประกาศถอนตัว" อออกจากข้อตกลง "แผนปฏิบัติการเบ็ดเสร็จร่วม" หรือ "เจซีพีโอเอ" อันเป็นความตกลงระหว่างประเทศต่อโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งมีชาติต่างๆ มีส่วนร่วมในการทำความตกลงข้างต้น 6 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน และเยอรมนี หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า "พี5บวก1 (P5+1) ก่อนที่ในเวลาต่อมา ทาง "สหภาพยุโรป" หรือ "อียู" มาร่วมวงไพบูลย์ด้วย เนื่องจากเล็งเห็นว่า อิหร่านมีความสำคัญในหลายๆ ด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นด้าน "ภูมิรัฐศาสตร์" ใน "ภูมิภาคตะวันออกกลาง" ด้าน "เศรษฐกิจ" ในฐานะที่เป็นหนึ่งในชาติผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่แถวหน้าของโลก

	ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โชว์คำสั่งพิเศษประธานาธิบดี ซึ่งมีเนื้อหานำสหรัฐฯ ออกจากความตกลง"แผนปฏิบัติการเบ็ดเสร็จร่วม" หรือ "เจซีพีโอเอ" แก้ไขวิกฤตินิวเคลียร์อิหร่าน

โดยประธานาธิบดีทรัมป์ นำสหรัฐฯ ตบเท้าออกจากข้อตกลง "เจซีพีโอเอ" เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีจอมสร้างสีสันรายนี้ ตำหนิติเตียนต่อข้อตกลงฉบับนี้มาเป็นเวลานานอย่างเนืองๆ

ถึงขนาดตีตราเรียกขานว่า เป็นข้อตกลงแห่ง "ความหายนะ" บ้าง เป็น "ข้อตกลงที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา" บ้าง เป็นอาทิ

ทั้งนี้ เมื่อกล่าวถึงข้อตกลงดังกล่าว สหรัฐฯ ได้ทำไว้เมื่อปี 2558 ในสมัยที่ "นายบารัก โอบามา" ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง

มาตรการทางเศรษฐกิจที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศคว่ำบาตรต่ออิหร่านข้างต้น จะมีผลต่อสินค้า และทรัพย์สินใดๆ บ้างนั้น ได้แก่

ธนบัตรสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (ซ้าย) กับธนบัตรสกุลเงินเรียลอิหร่าน ซึ่งถูกระบุอยู่ในรายการแซงก์ชันทางเศรษฐกิจของอิหร่าน โดยสหรัฐฯ ในครั้งนี้ด้วย

การซื้อ หรือการได้มาซึ่งธนบัตรสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยรัฐบาลอิหร่าน

การค้าทองคำ และโลหะมีค่าอื่นๆ ของอิหร่าน

สินค้าประเภทสินแร่ อย่าง แกรไฟต์ อลูมิเนียม เหล็ก ถ่านหิน พ่วงด้วย "ซอฟต์แวร์" ที่ใช้ในกระบวนการทางอุตสาหกรรม

การติดต่อซื้อขายที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินเรียลอิหร่าน (Iranian rial currency)

กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการออกตราสารหนี้ หรือพันธบัตรของรัฐบาลอิหร่าน

ภาคอุตสาหกรรมยานยนตร์ของอิหร่าน

	การซื้อขายทองคำในอิหร่าน

นั่น!...เป็น "ดาบที่หนึ่ง" ก่อนจะมี "ดาบที่สอง" ตามมา ซึ่งรายงานข่าวระบุว่า ในวันที่ 5 พฤศจิกายนปลายปีนี้ ทางการสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีทรัมป์ ก็จะแซงก์ชันซ้ำต่ออิหร่านอีกระลอก โดยภาคเศรษฐกิจที่จะถูกสหรัฐฯ ลงดาบในครั้งถัดไปนั้น ก็ได้แก่

การคว่ำบาตรต่อบรรดาผู้ประกอบการเกี่ยวกับท่าเรือ การขนส่งทางเรือ การผลิตเรือของอิหร่าน

การซื้อขายด้านพลังงาน ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียม หนึ่งในสินค้าส่งออกที่สำคัญของอิหร่าน

และ การติดต่อซื้อขายระหว่างสถาบันการเงินต่างประเทศกับธนาคารกลางอิหร่าน

อุตสาหกรรมยานยนตร์ในอิหร่าน

ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์ แสดงทรรศนะว่า "ดาบสอง" ที่สหรัฐฯ จะลงดาบสะบั้นกันต่อไปนั้น อาจส่งผลกระทบสร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจของอิหร่านอย่างมหาศาล เนื่องจาก "พลังงาน" ถือเป็น "สินค้าส่งออก" ที่อิหร่านใช้พึ่งพาในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของตนเอง ยิ่งกว่าสินค้าภาคอื่นๆ

โดยประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวโวลั่นถึงมาตรการคว่ำบาตรในดาบแรกครั้งนี้ว่า เชื่อมั่นว่าการกดดันทางเศรษฐกิจในลักษณะนี้จะบังคับให้อิหร่านมาทำความตกลงกันใหม่ รวมถึงหยุดพฤติกรรมที่เลวร้ายต่างๆ ด้วย

	ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภาคส่วนต่างๆ ระหว่างสหภาพยุโรป หรืออียู กับอิหร่าน ซึ่งเป็นไปอย่างคึกคัก นับตั้งแต่เหล่าชาติตะวันตกยกเลิกมาตรการแซงก์ชันต่ออิหร่าน หลังบรรลุข้อตกลงแก้ไขนิวเคลียร์อิหร่านกันได้ เมื่อ 3 ปีก่อน

พร้อมกันนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังระบุด้วยว่า นอกจากประเด็นเรื่องการพัฒนานิวเคลียร์แล้ว ตนก็ยังต้องการให้อิหร่านยุติโครงการการพัฒนาขีปนาวุธ รวมถึงล้มเลิกการให้ความสนุนต่อขบวนการก่อการร้ายกลุ่มต่าง ที่อิหร่านให้ความสนับสนุนอยู่

ขณะที่ ทางการอิหร่าน โดยประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ออกมาตอบโต้ต่อมาตรการแซงก์ชันครั้งนี้ว่า เป็นปฏิบัติการ "สงครามจิตวิทยา" ที่โจมตีต่ออิหร่าน

ขณะเดียวกัน ทางด้านสหภาพยุโรป หรืออียู ก็ได้แสดงปฏิกิริยาไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงต่อมาตรการแซงก์ชันของสหรัฐฯ ครั้งนี้ เนื่องจากปริวิตกเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะส่งผลกระทบต่อบรรดาบริษัทของเหล่าชาติสมาชิกชาติอียูที่เข้าไปลงทุน ตลอดจนดำเนินธุรกิจร่วมกับอิหร่าน ที่อาจละเมิดต่อการแซงก์ชันของสหรัฐฯ หนนี้ไปด้วย ซึ่งนับตั้งแต่อิหร่านถูกยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรจากเหล่าชาติตะวันตกนับแต่บรรลุข้อตกลง "เจซีพีไอเอ" เมื่อปี 2558 เป็นต้นมา ปรากฏว่า บริษัทสัญชาตอียูได้เข้าไปดำเนินธุรกิจ ร่วมทุน ตลอดจนลงทุนในอิหร่านเป็นจำนวนมาก

ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี แห่งอิหร่าน

โดยเบื้องต้นทางอียูได้เตรียมหามาตรการที่จะมาปกป้องบรรดาบริษัทดังกล่าว พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ ใช้ช่องการเจรจาทางการทูตแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งเหล่านักวิเคราะห์แสดงทรรศนะว่า เชื่อว่าท้ายที่สุดประธานาธิบดีทรัมป์ ก็ต้องขึ้นโต๊ะเจรจาแบบทวิภาคี สองต่อสอง กับอิหร่าน อันเป็นแนวทางที่ประธานาธิบดีทรัมป์ถนัด เช่นเดียวกับอิหร่าน ก็แสดงท่าทีที่จะหารือกับสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ตั้งเงื่อนไขต้องเจรจากันด้วยความซื่อสัตย์จริงใจเท่านั้น การแก้ไขข้อพิพาทบาดหมางจึงจะลุล่วง