สถาพร ศรีสัจจัง

เชื่อไหมว่าหากตั้งคำถามเอากับศิษย์เก่า/ศิษย์ปัจจุบัน/หรือแม้แต่ครูบาอาจารย์จากคณะ “มนุษยศาสตร์” ในเมืองไทยปัจจุบัน เพื่อให้พวกเขานิยามสรุปให้ฟังว่า สาขาวิชาที่พวกเขาเรียนและสอนนั้น มี “แก่น” ของเนื้อหาและเป้าหมายในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องอะไร? และเรียนไปเพื่อไปบรรลุวัตถุประสงค์ใด?
             

เชื่อว่าน่าจะมีคนที่ตอบให้กระชับสั้นแบบเข้าใจได้แจ่มแจ้งทันทีน้อยมาก การศึกษาแบบ “แยกส่วน” ที่หวังผลเพียงการสร้าง “นักเทคนิค” เพื่อป้อนเป็น “อะไหล่” ชิ้นเล็กๆให้กับระบบทุนนิยมที่สังคมไทยดำเนินมาในห้วงศตวรรษที่พ้นผ่านไม่ได้สนใจ “เนื้อหา” องค์รวมของเป้าหมายในศาสตร์สาขาดังกล่าวอย่างจริงจังนัก
             
พวกเขาไม่รู้ (โดยจิตวิญญาณ/หรือสำนึก)เลยว่า แก่นของสาขาวิชา “มนุษยศาสตร์” นั้นคือเพื่อศึกษาให้เข้าถึงสิ่งที่เป็น “คุณค่า” (Value)ของความเป็นมนุษย์(สิ่งมีชีวิต “สปีชี่ส์” อื่นๆไม่สามารถมีได้) ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญอยู่เพียง 3เรื่อง คือความจริงแท้ ความดีแท้ และความงามแท้ โดยใช้ “เครื่องมือ” สำคัญๆที่มนุษยชาติสร้างขึ้น ที่สำคัญได้แก่ “ภาษา” และ “กระบวนทัศน์” ในการเข้าถึง “ภาวะ” (สิ่งธรรมชาติ) และ “สภาวะ” (สิ่งที่เกิดจากฝีมือมนุษย์)
           
การศึกษาด้านมนุษยศาสตร์ของเราทั้งที่เป็นมาและเป็นอยู่ ส่วนใหญ่ติดอยู่เพียงระดับการสอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แค่เรื่อง “เครื่องมือ” เท่านั้น (และส่วนใหญ่ก็รู้ไม่จริง!)
             
ดังนั้น ผู้เรียนจบระดับมหาวิทยาลัยจึงมักไม่มีความแตกต่าง(ไม่เหลื่อมล้ำ?)ในกระบวนทัศน์ด้านรสนิยม(Tast)เกี่ยวกับเรื่อง “ความจริง ความดี และความงาม” กับคนไม่ได้เรียนหนังสือหรือชาวบ้านร้านตลาดแต่อย่างใด!
             
สิ่งนี้เองที่เป็นตัวอย่างของปฐมเหตุอย่างสำคัญที่ทำให้สังคมไทยไม่สามารถ “เข้าใจ เข้าถึง และแก้ไข” ในเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” อย่างแท้จริงได้!
              
ลองยกตัวอย่างความเข้าใจในเรื่อง “ภาวะ” และ “สภาวะ” สักเรื่องก็แล้วกัน นั่นคือเรื่องของ “ความงาม” ซึ่งเป็นเรื่อง “ระบบคุณค่า” พื้นฐานที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งที่มนุษย์ทุกสังคมจะต้องมี(จึงต้องมีวิชาสาขามนุษยศาสตร์ เกิดขึ้นดังได้กล่าวมาแล้วแต่ต้น) 
              
เรื่องของความงามนั้น ผู้รู้เขาจัดแบ่งไว้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือความงามที่เกิดขึ้นเองตาม “ภาวะ” ธรรมชาติ คือเป็น “องค์ประกอบ” ที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องจัดการ เช่น ถ้ำ ชายหาด ภูเขา ทะเล ทุ่งดอกไม้ป่า และทิวทัศน์ต่างๆ เป็นต้น กับความงามที่มนุษย์สร้างขึ้นอันถือว่าเป็นสภาวะ ที่เกิดจากการสร้างสรรค์ (Creative) ที่สมมุติเรียกสิ่งนี้ว่า “ศิลปะ” นั่นเอง ศิลปะที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นยังแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือทัศนศิลป์(Visual arts)อันได้แก่ จิตรกรรม/ประติมากรรม/งานแกะสลัก/สถาปัตยกรรม/มัณฑนกรรม ประดิษฐกรรมเขิงประณีตศิลป์อื่นๆ และ ภาพถ่าย ประเภที่ 2 คือศิลปะการแสดง(Performance) และประเภทสุดท้ายคือ วรรณศิลป์(Literature)
               
แค่เรื่อง “ความงาม” ซึ่งเป็น “คุณค่าของความเป็นมนุษย์” เพียงเรื่องเดียวถามว่ามีผู้เรียนทางมนุษยศาสตร์ในเมืองไทยสักกี่รูปนามที่รู้เรื่องนี้จนถึงระดับ “มีรสนิยม” บอกเล่าหรือแนะนำผู้อื่นได้?
               
และทำไมบางผู้บางคนจึงมีความรู้ความเจ้าใจในเรื่อวดังกล่าวได้โดยอาจไม่ใช่นักเรียนที่เคยเรียนทางด้านมนุษยศาสตร์มาเสียด้วยซ้ำ?
               
จุดเกิดของความเหลื่อมล้ำทั้งหมดในการที่จะรู้หรือไม่รู้อยู่ที่ไหนกันเล่า?หรือจะไม่ใช่อยู่ที่คำว่า “โอกาสทางสังคม” ?

“โอกาสทางสังคม” ที่เท่าเทียมนี้เองที่น่าจะเป็นสิ่งตอบคำถามถึงที่มาของคำว่า “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม
               

 เชื่อเถอะ ถ้าใครสามารถสร้าง “โอกาส” ให้คนในสังคมสามารถมี “สิทธิ” ในการเลือกที่จะเข้าถึงการเรียนรู้(แบบถูกต้อง)ได้อย่างแท้จริง “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” แม้อาจจะยังมีอยู่เพราะ “ความเท่าเทียมสัมบูรณ์” นั้นไม่เคยมีอยู่จริงตาม “ภาวะ” ธรรมชาติของสิ่ง แต่ก็จะสามารถจัดการได้ง่ายขึ้น เพราะจะไม่เหลื่อมล้ำแบบฟ้ากับก้นเหว อย่างภาพความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในเมืองไทยที่เป็นต้นคอของความเหลื่อมล้ำเส้น “โอกาส” อื่นๆเพิ่มยิ่งเป็นขึ้นทุกทีๆจนแทบจะไม่เห็นช่องทางแก้
                 
คนที่กำลังจะเป็น “นักการเมืองเรื่องเลือกตั้ง” ในอนาคตอันใกล้ อย่างท่านนายกฯลุงตู่ละ เข้าใจเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า?!!