แสงไทย เค้าภูไทย

น้ำท่วมหนักคราใด คนไทยคิดถึงเขื่อนกั้นก้นอ่าวไทย ระบายน้ำท่วมแบบซุยเดอซีของเนเธอร์แลนด์ครานั้น โดยเฉพาะกรุงเทพฯ อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลค่อนเมือง เสี่ยงจมบาดาลใน 10-15 ปีข้างหน้า

นอกจากน้ำหลากท่วมแล้ว ภูเขาไฟที่ยังไม่ดับในอินโดนีเซียหลายร้อยลูก โดยที่เพิ่งระเบิดไปเมื่อวันอาทิตย์ก็เป็นความกังวลอีกทางหนึ่ง

เพราะเคยเกิดและส่งแรงสะเทือนมหาศาลมาถึงไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.9 ได้ทรงมีพระราชดำรัสไว้ว่า ทำให้เกิดสึนามิในอ่าวไทยมาแล้ว

จึงมีการหยิบยกแนวคิดสร้างเขื่อนข้ามอ่าวไทยป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯและปริมณฑล มาพิจารณากันทุกครั้งที่มีวาตภัย อุทกภัยรุนแรง

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่นักวิชาการหยิบยกขึ้นมาพูดกันอีก

ส่วนที่เป็นภาครัฐนั้นเป็นการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติเมื่อกรกฎาคม 2558 ด้วยประเด็นว่า กรุงเทพฯจะจมน้ำภายใน 15 ปีข้างหน้า

ถ้าเป็นวันนี้ ก็จะเหลืออีก 13 ปีเท่านั้น ที่กรุงเทพฯหนีสภาพจมน้ำไม่พ้น

เหตุที่กรุงเทพฯอยู่ในสภาพใกล้จมน้ำทะเลนั้น เกิดจากสถิติระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นของสหประชาชาติที่ระบุว่า ระดับน้ำในมหาสมุทรขึ้นสูงปีละ 3.2 มิลลิเมตรทุกปี

แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว พื้นที่กรุงเทพฯจมน้ำไปแล้วค่อนเมือง เพราะพื้นที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางคือ 0 เมตร ขณะนี้แผ่นดินกรุงเทพฯทรุดตัวซ้ำเติมลงปีละ 1 -1.5 เซนติเมตร

เขตที่เสี่ยงจมน้ำหากฝนตกเกินค่าเฉลี่ย 60 มิลลิเมตรมี 15 เขต

ได้แก่ เขตยานนาวา ถนนพระรามที่ 6 เขตดินแดง เขตพระนคร ถนนสุขุมวิท เขตสาทร เขตบึงกุ่ม เขตประเวศ เขตวังทองหลาง เขตพญาไท เขตจตุจักร เขตพระโขนง เขตราชเทวี ถนนนิคมมักกะสัน เขตบางแค

หรือหากเกิดสึนามิหรือสตอร์มเสิร์ช อย่างที่ตื่นตระหนกกันเมื่อ เดือนก่อนที่น้ำชายหาด ชายทะเลลดลงไปยาวเป็นกิโลเมตร ลักษณะคล้ายถูกดูดไปก่อนจะโถมกลับมาจมทั้งเมืองเป็นต้น

โครงการสร้างเขื่อนข้ามอ่าวไทยส่วนก้นอ่าวปิดแม่น้ำ 4 สาย นั้นเรียกกันแบบสุนทรีว่า“สี่มหานที” (บางปะกง-เจ้าพระยา-ท่าจีน-แม่กลอง) ปิดเมือง “สามสมุทร” (สมุทรปราการ-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม)และ “หนึ่งมหานัครา”( กรุงเทพฯ)

มีมาตั้งแต่สมัย “ทักษิณ 2” โดยมีแบบร่างคร่าวๆพร้อมประเมินค่าก่อสร้างไว้ 160,000 ล้านบาท

แต่ในการประชุมสภาปฏิรูปปี 58 นั้น ค่าก่อสร้างประเมินใหม่ตก 500,000 ล้านบาท

นอกจากเป็นเขื่อนแล้ว บนสันเขื่อนจะเป็นถนนไฮเวย์กว้าง 90 เมตร เชื่อมระหว่างบางปะกงกับแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี

ย่นระยะทางขนส่งสินค้าทางถนนจากภาคใต้และย่านตะวันตกสู่ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังรวมทั้งสู่สนามบินสุวรรณภูมิได้ 200-300 กิโลเมตร

โครงการแบบนี้ เพื่อนบ้านเราสร้างกันไปหลายเมืองแล้ว

ทั้งนี้เพราะเวิร์ลด์วอทช์และองค์กรเกี่ยวกับอุทกภัยได้ประเมินเอาไว้และเตือนว่า 8 มหานครใหญ่ที่มีผู้อยู่อาศัยเกิน 10 ล้านคน รวมถึงกรุงเทพฯ เซี่ยงไฮ้ มุมไบ โฮจิมินห์ซิตี้ จะต้องเร่งปรับปรุงระบบป้องกันภัยน้ำทะเลท่วมเป็นการด่วน

เซี่ยงไฮ้กับโฮจิมินห์ซิตี้ ลงมือสร้างเขื่อนกั้นน้ำล้อมเมืองล่วงหน้ากรุงเทพฯไปกว่า สิบปีแล้ว

โดยเฉพาะโฮจิมินห์ซิตี้นั้น นอกจากเมืองของตนเองแล้ว ยังทอดยาวไปปกป้องเมืองท่าชายฝังทะเลจีนใต้อีกหลายเมืองยาวกว่า 100 กิโลเมตร

การที่เขื่อนข้ามอ่าวของไทยยังลงมือสร้างไม่ได้เสียทีนั้น เหตุผลในยุคทักษิณ 2 ก็คือ กลัวว่า พลพรรคทักษิณ จะรวยเละเหมือนตอนสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ

นอกจากนี้ยังห่วงว่า พื้นที่ 1.5 ล้านไร่ หลังเขื่อนหากสูบน้ำออก จะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจเป็นผลประโยชน์มหาศาล

สนามบินสุวรรณภูมินั้น ซื้อที่ดินหนองงูเห่าเตรียมสร้างมา 44 ปี เพิ่งจะสร้างได้ในยุคทักษิณ 1 ด้วยเหตุผลขัดแย้งลักษณะนี้

ตอนนี้มีคุณค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ส่วนเรื่องใครมีส่วนได้ประโยชน์จากการก่อสร้างนั้น คนไทยลืมไปแล้ว เพราะได้ประโยชน์ชาติมากกว่า

อีกข้อเท็จจริงเรื่องพื้นที่หลังเขื่อนนั้น ก็คือจะยังเป็นน้ำเหมือนเดิมเกือบหมดคล้ายกับ Zuiderzeewerken ของเนเธอร์แลนด์ ต้นตำรับแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองหลวง

เพียงแต่มีการสูบออกทะเล เพื่อพร่องน้ำเตรียมรับน้ำหลากจากตอนบนกรณีที่ฝนตกหนักมากๆ

วันนี้รัฐบาลมุ่งแต่จะสร้างรถไฟความเร็วสูง อันเป็นโครงข่ายเชื่อมโยงจีนกับโลก โดยจีนให้ความช่วยเหลือด้านเงินกู้

แต่ประโยชน์เนื้อแท้จากเส้นทางรถไฟความเร็วสูงนี้ ไทยได้กระผีกเดียว แต่จีนได้มหาศาล

เพราะเหตุนี้ ดร.มหาเดห์ มูฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีรีเทิร์นของมาเลเซียจึงยกเลิกโครงการรถไฟความเร็วสูงส่วนของมาเลเซียที่เชื่อมระหว่างปาดังเบซาร์ของไทยกับสิงคโปร์

ซึ่งเท่ากับตัดเส้นทางปลายด้ามขวานไปโดยสิ้นเชิง โดยสิงคโปร์ซึ่งอยู่ปลายสุดก็เห็นด้วย

ส่วนไทยยังเงียบอยู่ มิได้มีทีท่าว่าจะยกเลิกโครงการ

ทั้งๆที่หากไม่เชื่อมกับมาเลเซียแล้ว เราก็ไม่รู้ว่า จะมีรถไฟความเร็วสูงสายใต้ไปทำอะไร

ค่าก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงช่วงหัวหิน-ปาดังเบซาร์นั้น ใกล้เคียงกับค่าก่อสร้างสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ซึ่งตั้งไว้ 420,000 ล้านบาท ต่ำกว่าค่าก่อสร้างเขื่อนกั้นก้นอ่าวไทยไม่มากนัก

เงินกู้จำนวนนี้ คนไทยทั้งประเทศต้องร่วมกันใช้หนี้จีนในอนาคต

เปลี่ยนเงินสร้างทางรถไฟความเร็วสูงมาเป็น สร้างเขื่อนข้ามอ่าวจะมิคุ้มค่ากว่าหรือ ?