ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

เรื่องของตัวเลข ที่ใช้บริหารชีวิตให้มีสุข ชาวโลก มีความคิดความเชื่อ เกี่ยวกับ “ ตัวเลข” มาตั้งแต่อดีต จนมาถึงปัจจุบัน ทั้งๆที่ คนยุคก่อน ไม่มีความรู้ และคนยุคปัจจุบันมีความรู้มากมาย ทุกแขนงวิชาฯ แต่ก็มีความเชื่อในศาสตร์และมิใช่ศาสตร์ เพราะเหตุปัจจัย อะไร ? ( ต้องศึกษากันต่อไป ) คนมีความรู้ คนชั้นสูง คนฉลาด ฯลฯ เป็นคนกำหนด และชาวบ้านชาวเมืองต่างเชื่อถือกัน
ส่วนที่มีพลัง เป็นจริง มิใช่เพราะ “ตัวเลข” แต่ เป็นเพราะ “ พลังของความเชื่อของคน” ความเชื่อเชิงปัจเจก รวมหมู่ ชุมชน ประเทศ และโลก ยิ่งมีพลัง ที่แน่นอน คือ “ ผู้กำหนด ตัวเลข” จะเป็นผู้ได้ประโยชน์, ส่วนผู้ใช้ตาม ส่วนใหญ่เสีย มีบางส่วนได้ เช่น เรื่องหวย ล๊อตเตอรี หรือ การเสี่ยงโชคเสี่ยงชตา ด้วยไม่ติ้ว หรือเซียมซี แต่ความเชื่อ เรื่องตัวเลข มีทุกระดับ มั่งมี ดีจน ชาวไทย ชาวจีน ชาวเทศ ฯลฯ ยิ่งเอาไปโยงหรือเกี่ยวกับทางศาสนา พระเจ้า ฯลฯ ยิ่งมีอิทธิพลต่อความเชื่อมาก

ส่วนตัว ตั้งแต่ ละอ่อนมา จนถึงแก่เฒ่าปานนี้ ก็ไม่เคยเชื่อ แต่ก็ให้ความสำคัญ กับ “ ตัวเลข” เหมือนกัน เช่น วันเดือนปีเกิด ของตัวเอง ครอบครัวพี่น้อง ปู่ย่าตายาย และเพื่อนสนิท โดยเฉพาะ “ เพื่อน “ ที่ใช้ วัดเกิด เป็นวันนัดเลี้ยง นักคุยกัน, จำอยู่ในหัว โดยไม่ต้องจด และพอใกล้ๆ ถึงวันเกิด เจ้าของ ก็จะ โทรมาบอก มาย้ำมาเตือน ส่วนวันตาย ของเพื่อน ที่ยังอยู่ ไม่มีใครบอกได้ ขึ้นอยู่กับ การรรักษาสุขภาพ การระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุฯ แต่ของ ป๋าแม่ พี่สาว ฯ เราจะจำได้ดี เพราะ เป็นวันที่ ลูกชาย สงสัยว่า “ ทำไม พ่อ จึงร้องไห้ แบบเสียงดัง” ตอนป๋าเสีย น้องฟอร์ดและพี่ปุ๊โทรมาบอก “ พอได้รับทราบ ร้องไห้ โฮ ขึ้นมา” ลูกทั้งสองที่ยังเล็ก จึงสงสัย แต่วันที่คุณแม่เสีย เราร้องไห้ในใจลึกๆ ( เขียนถึง ยังน้ำตาซึม ) เพราะ ความรักความผูกพันมีมากสุดๆ จาก ความรัก ความทุ่มเทเอาใจใส่ทุกสิ่งทุกอย่างทุกเวลา ให้กับ “ ลูกทุกคน “ ตั้งแต่เด็กจนโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะ “ ลูกอายุ มากแค่ไหน” แต่ ยังคงเป็น “ลูกของป๋าและแม่” เสมอ ตลอดมาและตลอดกาล

ส่วนวันตายของตัวเอง “ เมื่อไหร ก็เมื่อนั้น” ตายแล้ว ก็หมดไป ทำอะไรไม่ได้อีกต่อไป ทั้งร่างกาย จิต ฯลฯ

“ ชีวิต” ก็กลับไปสู่ “ความไม่มีชีวิต” ที่คนเรียกว่า “ความตาย” กลับ ไปสู่ “ธรรมชาติ ตามธาตุของชีวิต” ไม่มีไปเกิด ทั้งสวรรค์ ทั้งการเกิดเป็นคน ทั้งมนุษย์ หรือ พืช หรือ ไปเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตอื่นใด เพราะ “ ชีวิตที่ตาย” หมดสิ้นอายุไขย หมดสภาพของชีวิต ส่วนต่างๆที่เคยมาร่วมประกอบเป็นชีวิต ก็แยกไป ร่างกายไปตามทางหนึ่ง ลมน้ำพลังงาน ไปอีกทางหนึ่ง จิตวิญญาณ เมื่อไม่มีฐานกายวัตถุรองรับ ก็หมดไป คนส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจ หรือ พูดด้วยภาษาที่ไพเราะว่า “ มีความเห็นต่างกัน ตามเหตุผลความเชื่อของแต่ละรูป” เพราะ คิดว่า “ ถ้าหาก คนตายไป แล้วหมดไป คนเราจะทำดีไปทำไม หรือมีแรงจูงใจใด ที่จะให้ทำดีคนก็จะทำชั่วหมด สังคมก็จะแย่ และพังยับเยิน ความเชื่อของผม คือ “ ความเข้าใจเรื่องของชีวิต การมีชีวิตต่างกัน” ผมชอบ ประโยคที่ว่า “ สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” “ ใครทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”

การทำดี ก่อเกิดประโยชน์มหาศาลในปัจจุบัน ต่อตัวเอง มีความสุข สุขกายสบายใจ , “กาย “ ก็จะเจริญแข็งแรง “ใจ “ก็จะได้รับการพัฒนาก้าวหน้าขึ้น ร่างกายที่ทำดี เช่น ออกกำลังกาย กินอาหาร หายใจเอาอากาศดี ฯ จึงเจริญ ไม่มีโรคภัย

ใจเรา สติปัญญา ความสงบ การมีสมาธิ ฯ ก็จะมีมากขึ้น เพิ่มขึ้น จากการทำดี และทำต่อเนื่อง ต่อคนอื่น : ผลที่เกิดขึ้นโดยตรง เขาก็จะเห็นเราเป็นแบบอย่าง และทำตาม เขาก็จะดีขึ้น ซึ่ง เรา ต้องทำหน้าที่ แนะนำ เรื่องราวดีๆ หลักการปฏิบัติที่ดีทางโลกและทางธรรม ให้แก่เขา ต่อสังคม เมื่อตัวเรา และคนหลากหลาย ร่วมกันทำสิ่งที่ดี สังคมก็จะได้รับการแก้ไขพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น อนึ่ง ต่อตัวเรา ( ก็มีผลต่อเนื่องไปยังอนาคต ) เพราะการทำดีคิดดีของเรา จะส่งผลย้อนกลับไปยัง โครโมโซม หรือ ยีนส์ หรือ จิตคิดของเรา จะได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีผลต่อลูกหลานที่จะเกิดมา คงเอาแค่นี้ก่อน ไว้มีโอกาส ต้องพูดกันเป็นเรื่องยาวๆ เพราะ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับการกระทำในปัจจุบัน

เรื่องตัวเลขที่มีความสำคัญต่อ ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ต่อชีวิตและการกระทำดีของตัวเรา และผู้คนในชาติ เราต้องจดจำและเข้าใจ และเมื่อถึงวันสำคัญดังกล่าว เราก็จะประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ฯ

เรื่องวันหยุด วันสำคัญทางประเพณีวัฒนธรรม เช่น วันสงกรานต์ วันตรุษจีน วันขึ้นปีใหม่ ฯลฯ วันสำคัญทางประวัติศาสตร์โลกและประเทศไทย ทำให้เราได้ศึกษาเรียนรู้ และนำเอามาพัฒนาตนให้ดีขึ้น ทั้งประวัติศาสตร์ของบุคคล และของสังคม

แม้วันตาย ของบุคคลสำคัญ ที่มีอิทธิพลต่อความคิดความรู้สึกของคนในชาติหรือของโลก ซึ่งบางครั้ง อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ทั้งด้านลบหรือด้านบวก ขึ้นอยู่กับเขาทำดี หรือ ทำไม่ดี ฯ

มาตามดู ตัวเลข ที่เกี่ยวโหราศาสตร์ ซึ่งผม ได้นำมาปรับใช้ ให้เกิดประโยชน์ เช่น ความหมายของเลขศาสตร์ 1-100
1. ดาวอาทิตย์ ดาวพลังความเชื่อมั่น
2. ดาวจันทร์ ดาวพลังแห่งจินตนาการ
3. ดาวอังคาร ดาวพลังแห่งความกล้าหาญชาญชัย
4. ดาวพุธ พลังแห่งดาวสติปัญญา
5. ดาวพฤหัส พลังแห่งปัญญาปัญญาทางธรรมะ
6. ดาวศุกร์ พลังแห่งศิลปะวิทยาการ
7. ดาวเสาร์ ดาวพลังแห่งทุกข์โศก
8. ดาวราหู พลังแห่งความลุ่มหลงมัวเมา
9. พลังดาวเกตุ พลังแห่งความลึกลับ
10. พลังแห่งอุปสรรค ความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

20. พลังแห่งความสำเร็จที่ต้องอาศัยผู้อื่นช่วยหนุนนำ คิดการใหญ่
30. พลังแห่งอุบัติเหตุ ถอยหลังเข้าคลอง
40. พลังอำนาจมหัศจรรย์ ชอบเดินทาง
50. พลังแห่งปัญญาและความสามารถ กระตือรือร้น
60. พลังความเพ้อฝันและจินตนาการ มีโชคเรื่องการเงิน และความเพ้อฝัน
70. ความทุกโศกอย่างแท้จริง ความอำมหิต อำนาจเร้นลับ อำนาจมืด โรคภัยร้ายแรง ฯ
80. ด้วยอิทธิพลของดาวพระราหู 8 ดาวมฤตยูอันดุร้าย ถือเป็นเลขร้ายจะมีภัยพิบัติใหญ่ คอยอยู่ข้างหน้า
90. พลังสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ชะตาชีวิตราบรื่นดี จับทำอะไรมักจะประสบความสำเร็จลุล่วงอย่างดี
100. พลังแห่งสมดุลจักรวาล เลข แห่งความสมบูรณ์

การปรับนำมาใช้กับตัวเอง คือ โดยส่วนตัว มองเห็นถึงความเข้าใจที่แตกต่างกันของบุคคล แต่มองในแง่ดี คือ การอุตสาหะของผู้คน ที่ไปจับไปคัดเลือก เรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับชีวิตของคนมาใช้ สิ่งที่ได้ประโยชน์ คือ การมองคนที่เราสัมพันธ์ จะได้รับรู้ว่า “ เขาเชื่อในเรื่องอะไร” ในการร่วมทำงาน เราจะเห็นความมีเหตุมีผลของเขา เราจะร่วมงานอะไรกับเชา ได้มากน้อยเพียงใด หรือ การมองคนทั้งสังคม ถ้าหากคนส่วนใหญ่ เชื่อและถึงขั้นหลงใหลมากแค่ไหน สะท้อนคุณภาพของสังคม ประชาชนไทย มีผู้คนที่เชื่อและใช้ความเชื่อของชาวบ้านมาเป็นประโยชน์แก่ตนมาก จึงเป็นสังคมขาดคุณภาพ การแก้ปัญหาของสังคม ก็ต้องลงแรงหนักทั้งตัวเองและการเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างทางความคิดของผู้คน

การใช้ตัวเลข ตามหลักวิชาการ ที่จักสามารถใช้ในการทำงาน และชีวิตประจำวันได้
1. 80/20 กฎแห่งความสำเร็จ ของพาเรโต "หลักการพาเรโต" ตั้งขึ้นปี 2438 ตามชื่อผู้สร้างกฎ " วิลเฟรโด พาเรโต” ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาเลี่ยน กฎดังกล่าวอธิบายถึงสิ่งที่สำคัญหรือมีประโยชน์จะมีอยู่เป็นจำนวนที่น้อยกว่าสิ่งที่ไม่สำคัญหรือไม่มีประโยชน์ ซึ่งมีจำนวนที่มากกว่า ในอัตราส่วน 20 ต่อ 80 หรือ ที่เรียกกันว่า กฎ 80/20 ของพาเรโตนั่นเอง

2. การนำไปประยุกต์ใช้ ( โดย จำลักษณ์ ขุนพลแก้ว )
1) สูตร 80/20 คือ 80% ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายหรือในความรับผิดชอบในแต่ละตำแหน่งงาน
20% การฝึกฝนตนเอง เรียนรู้สิ่งใหม่ และพัฒนาปรับปรุงงานให้ดีขึ้น

2) ปัจจุบัน 70-20-10
70% : ทำงานด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย (Technology-Led Productivity)
20%: ใช้ไปในการปรับปรุงกระบวนการ พัฒนาทักษะความสามารถใหม่ๆให้พนักงาน และ
ปรับแผนให้สอดรับกับสถานการณ์ในแต่ละไตรมาส
10% : สร้างนวัตกรรมให้องค์กร เพิ่มความสามารถใหม่แบบก้าวกระโดด ลงทุนในสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน อะไรที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ ก็จะได้รู้กันละว่าอะไรๆก็เป็นไปได้ และแค่ลงมือทำจริงๆจังๆ

3. การเปลี่ยนแปลงสังคมใดๆ ไม่ได้เกิดจากคนส่วนใหญ่ หากมีผู้ร่วมสนับสนุน 20 % จะพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เหตุเพราะ ผู้เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง เกิดจากคนจำนวนน้อยที่มีความคิดมีอุดมคติ ต้องการแก้วิกฤตสังคม ในช่วงแรก จะค่อนข้างยาก มีปัญหาอุปสรรคมากมาย แต่เมื่อเริ่มได้ผล จะทำให้คนส่วนหนึ่งเข้ามาร่วม คนส่วนใหญ่ ที่คับแค้นไม่พอใจ แต่ไม่กล้าตัดสินใจ เมื่อเห็นพลังประชาชนและความจริง จะเข้าร่วมมากขึ้น ขณะที่ ผู้มีอำนาจปกครองฯ จะกลับอ่อนแอและเสื่อมทรุดลง จนพลังประชาชนสามารถนำไปสู่ชัยชนะได้

เราผู้มีใจเป็นธรรม รักชาติศาสน์กษัตริย์ประชาชน จงก้าวออกมา ร่วมกันเปลี่ยนแปลงเถิด .ชัยชนะ คอยอยู่