PTT-KV-DJSI-Online

ตามที่รัฐบาลมีนโยบายขจัดความยากจนให้หมดไปใน 2 ปี โดยได้เลือก จ.กาฬสินธุ์ เป็นจังหวัดนำร่อง จากนั้นจึงขยายผลไปทั่วประเทศ เพื่อที่จะให้ปี 2561 รายได้ต่อหัวของปะชากรเพิ่มตามที่ตั้งเป้าไว้ คือร้อยละ 7 และเพิ่มเป็นร้อยละ 10 ในปี 2562 จึงมีการดำเนินโครงการ Kalasin Happiness Model : คนกาฬสินธุ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาจังหวัดสู่การสร้างความมั่งคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความยากจนและความเลื่อมล้ำของสังคม

ที่ผ่านมานางสาวรัศมินทร์ พฤกษาทร หัวหน้ากลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนลงพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ เพื่อศึกษาดูงานบทบาทของฝ่ายปกครองและติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการไทยนิยม ยั่งยืน โดยใช้แนวทาง Kalasin Happiness Model Model : คนกาฬสินธุ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นายสมเจตน์ เต็งมงคล นายอำเภอสมเด็จ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีขั้นตอนในการค้นหาครัวเรือนยากจนโดยการกำหนดให้ชุมชนเป็นผู้เสนอครัวเรือนยากจนเข้ามา จากนั้นชุดปฏิบัติการประจำตําบล (ชปต.) ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ และกลั่นกรองสภาพปัญหาเพื่อจัดทำเป็นข้อมูลครัวเรือนยากจน โดยพิจารณาจำแนกการช่วยเหลือแบ่งออกเป็น 6 ด้าน ประกอบด้วย 1.ที่อยู่อาศัย จำนวน 50 ครัวเรือน 2.อาชีพ จำนวน 74 ราย 3. อำนวยความเป็นธรรม จำนวน 8 ราย 4. สุขภาพ จำนวน 42 ราย 5.หนี้สิน จำนวน 22 ราย และ 6.สวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 96 ราย ซึ่งทุกครัวเรือนได้รับการช่วยเหลือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ที่ผ่านมามีการประเมินผลแบ่งเป็น 3 กลุ่มพบว่า 1.กลุ่มพัฒนาได้ คือกลุ่มวัยทำงาน เราไปช่วยเหลือในการประกอบอาชีพแล้วเขาทำได้ดีสามารถเลี้ยงครอบครัวได้อยากให้พัฒนาต่อไปและขยายกิจการ เช่น มีแปลงเพาะเห็ดจำนวน10 หลุม เราเพิ่มกำลังให้เป็นจำนวน 20 หลุม เขาจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้น 2.กลุ่มสงเคราะห์ ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ จะมีหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่โดยตรงมาช่วยเหลือตลอด ซึ่งกลุ่มดังกล่าวได้รับประโยชน์จากบัตรสวัสดิการเต็มที่ และ 3.กลุ่มทบทวน พบว่ามีไม่มาก ซึ่งเป็นจำพวกที่ไม่ขวนขวาย ไม่ขยันทำมาหากิน ซึ่งเราเรียกมาปรับทัศนคติเรียบร้อยแล้วแต่ถ้าไม่ให้ความร่วมมือก็จะตัดออก” นายอำเภอสมเด็จ กล่าว

สำหรับ อ.สมเด็จ ใช้งบประมาณจำนวน 1 ล้านบาทในการสร้างบ้าน ซึ่งการช่วยเหลือเบื้องต้นจะไม่ใช้งบประมาณจากภาครัฐแต่จะใช้วิธีการระดมทุนจากหมู่บ้าน หลายหมู่บ้านแทบจะไม่ร้องขอไปที่อำเภอ เห็นได้ชัดว่าสังคมไทยยังมีความเอื้ออาทรต่อกันอยู่ สำหรับหมู่บ้านไหนที่ไม่สามารถที่จะดูแลตัวเองได้ทางอำเภอจะเข้าช่วยแต่ถ้าเกินขีดความสามารถก็จะรายงานไปยังจังหวัดให้เข้ามาช่วยเหลือต่อไป

ด้านนายสนใจ การเรียบ อายุ 57 ปี มีครอบรัวทั้งหมด 5 คน ที่ผ่านมาเคยมีบ้านและที่ดินใน ต.มหาไชย อ.สมเด็จ แต่นำบ้านและที่ดินไปจำนองกับนายทุนเพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในครัวเรือน ต่อมาได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปทำนิติขายฝากกับนายทุนรายใหม่ เมื่อกำหนดไถ่ทรัพย์คือก็ไม่มีเงินไปไถ่คืน จึงได้พาครอบครัวออกไปสร้างกระท่อมบนที่ดินของมารดาซึ่งห่างไกลจากชุมชนไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ ยึดอาชีพเผาถ่านและหาของป่าตามฤดูกาล

นายสนใจ กล่าวว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการคนกาฬสินธุ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตนและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คนในชุมชนได้เข้ามาช่วยเหลือบริจาคเงินวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างบ้านหลังใหม่จำนวน 50,000 บาท ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของพี่สาวเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา เป็นบ้านที่มั่นคงแข็งแรง อยู่ใกล้กับชุมชน และมีน้ำประปาและไฟฟ้าใช้ โดยพื้นที่บริเวณบ้านปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงไก่ กบ ปลา และทำโรงเห็ด ไว้กินและขาย

ส่วนนางตุ้มทอง กล้าหาญ อายุ 52 ปี กล่าวว่า เดิมเป็นคน จ.กาฬสินธุ์ ไม่มีที่อยู่อาศัย ได้เช่าบ้านอยู่เดือนละ 500 บาท ดูแลหลานจำนวน 4 คน ซึ่งกำลังเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ประกอบกับตน มีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง มีโรคประจำตัวไม่สามารถประกอบอาชีพได้ อาศัยเบี้ยยังชีพและเงินที่ลูกชาย ลูกสาวส่งมาให้ใช้เป็นครั้งคราว

จากการช่วยเหลือของภาครัฐและเอกชน โดยทางอำเภอช่วยเหลือจัดซื้อที่ดินปลูกสร้างบ้าน จำนวน 1งาน ราคา 50,000 บาท และเหล่ากาชาด จ.กาฬสินธุ์ สร้างบ้านให้ในวงเงิน 50,000 บาท ซึ่งการช่วงเหลือดังกล่าวทำให้นางตุ้มทอง มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น และวางแผนว่าหลังจากมีบ้านอยู่อาศัยแล้วจะปลูกผักสวนครัวดำเนินชีวิตอยู่อย่างพอเพียง