ดร.วิชัย พยัคฆโส
payackso@gmail.com

นานๆจะได้เห็นสักครั้งกับการออกกฎหมายเล็กๆให้ประชาชนได้ทำบ้าง กับการที่คณะปฏิรุปด้านสังคมฯ โชว์ผลงานถูกใจประชาชน คือ ให้ประชาชนปลูกต้นไม้เศรษฐกิจ 58 ชนิด สามารถตัดขายได้ ประกันสินเชื่อได้ นับเป็นปัจจัยส่งเสริมรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อีกทางหนึ่ง

แม้ว่าจะเป็นเพียง พ.ร.บ.ธนาคารต้นไม้ ที่ต้องไปแก้ไข พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องอื่นๆก็ตาม ถือเป็นการปฏิรูปกฎหมายที่ให้สิทธิเสรีภาพแก่ชาวบ้าน ซึ่งในอดีตมีแต่กฎหมายห้ามไปทุกอย่างเกี่ยวกับป่าไม้และการเก็บของป่า ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน แต่มองในภาพใหญ่จะเห็นว่ากฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติมีมากมายหลายฉบับ ล้วนแล้วแต่บังคับให้ประชาชนและชาวบ้านทำอะไรไม่ได้เลย สวนทางกับป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติสูญเสียและป่าไม้ลดลงทุกปี น่าแปลกใจกับกฎหมายเหล่านั้น

การเปิดโอกาสให้ชุมชน ชาวบ้านใช้ พ.ร.บ.ธนาคารต้นไม้ให้เกิดประโยชน์ กับทั้งยังช่วยส่งเสริมให้มีการปลูกต้นไม้ ปลูกป่าชุมชนของชุมชนและในที่ดินของตนเองได้ ผลที่ได้คือต้นไม้เพิ่มขึ้น ป่าไม้เพิ่มขึ้น กฎหมายต้องออกมาในแนวทางส่งเสริมมากกว่าใช้กฎหมายที่ริดรอนสิทธิประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

เห็นได้ชัดๆ กฎหมายของการใช้สิทธิเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยยังริดรอนความเป็นเสรีภาพของประชาชน ใครไม่ไปเลือกตั้งจะถูกตัดสิทธิหลายๆอย่าง แล้วเป็นระบอบประชาธิปไตยตรงไหน ดูเหมือนเป็นระบบเผด็จการด้วยซ้ำ ซึ่งควรให้สิทธิประโยชน์แก่คนที่ไปเลือกตั้ง จะเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยได้มากกว่า เหมือน พ.ร.บ.ธนาคารต้นไม้มิใช่หรือ

ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเป็นปัจจัยหลักของการพัฒนาประเทศที่จะก้าวสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนในอนาคต คงมิใช่ความเหลื่อมล้ำเฉพาะความยากจนกับความร่ำรวยเพียงเท่านั้น เชื่อว่าคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านความเหลื่อมล้ำด้านสังคมคงรวบรวมแนวทางปลดปล่อยกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมอีกมาก พ.ร.บ.ธนาคารต้นไม้เป็นเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น ต้องขอชื่นชมต่อกรรมการคณะนี้ ได้สร้างวีรกรรมที่เป็นรูปธรรมและเป็นแบบอย่างให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้ตระหนักถึงการออกกฎหมายควบคุมมากๆ นั่นคือมิใช่วิถึของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

จากข้อมูลการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจีน ซึ่งยากจนยากไร้ในอดีตหลายสิบปี ลืมตาอ้าปากได้เพราะรัฐบาลเอาใจใส่จริงจัง พัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นรายบุคคลมากกว่าที่จะปูพรมเช่นประเทศไทย ซึ่งอาจจะได้ผลช้าหรือไม่สำเร็จเลยก็ได้ เป็นไปได้ไหมที่จะกำหนดเป็นนโยบายที่ชัดๆกับแนวทางของประชารัฐไทยนิยมยั่งยืนเพิ่มเติม ตาม SDGs ใน 17 ข้อมาใช้บ้าง

1.ให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัดรับผิดชอบรายได้มวลรวมจังหวัด (GPP) ต้องเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 5% ทุกปี เพื่อบรรลุเป้าหมายใน 20 ปี สอดคล้องกับ GDP ของประเทศ
2. อบต.และ อบจ. รับผิดชอบในการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตความรับผิดชอบของตนเอง โดยมีสถิติรายได้แต่ละครัวเรือน ความเดือดร้อนหรือปัจจัยเสริมคุณภาพชีวิตที่ต้องการ
3. นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รับผิดชอบลงลึกในรายละเอียดแต่ละชุมชนและครัวเรือน ลงไปช่วยส่งเสริมอาชีพ รายได้ สุขพลานามัย และสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตเป็นรายครัวเรือน
4. ใช้นโยบายประชารัฐ เอกชน รัฐ และสถาบันอุดมศึกษา ดูแลเป็นรายครัวเรือน มหาวิทยาลัยมีกระจายอยู่เกือบทุกจังหวัด ให้ครูบาอาจารย์ทำ social engagement แบบยั่งยืนคนละ 3-5 รายแบ่งกันไป การทำวิสาหกิจชุมชนก็ทำไปเพื่อชุมชนแต่รายบุคคลละเลยไม่ได้
5. งบประมาณภาค กลุ่มจังหวัด จังหวัด รวมถึงท้องถิ่นให้มีส่วนสนับสนุนโครงการ engagement รายบุคคลตามลำดับความจำเป็นก่อนหลังอย่างเป็นระบบ

แนวคิดทำนองนี้ประเทศจีนประสบผลสำเร็จมาแล้ว เพียงแต่ทุกรัฐบาลต้องทำต่อเนื่อง ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาที่มีมาตรการชัดๆ รัฐบาลจะมี quick win เหมือนด้านสังคมขอให้เร่งระดมพลขยายผลเพื่อให้ประชาชนเพิ่มศรัทธาจากผลงานอย่างเป็นรูปธรรมก่อนการเลือกตั้ง