เสือตัวที่ 6

จากนโยบายด้านการจัดการศึกษาของภาครัฐ ส่งผลให้สถานศึกษาในพื้นที่ จชต. เกือบทุกแห่ง ต้องปรับเปลี่ยนให้มีการจัดการเรียนการสอนทั้งสายสามัญตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ควบคู่กับการสอนหลักการทางศาสนาอิสลามด้วย อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนสายศาสนาอิสลามก็ยังคงมีการดำเนินการอย่างเคร่งครัดอยู่ต่อไปอย่างไม่จืดจาง ส่งผลให้สถานศึกษาหลายแห่งมีการแข่งขันกัน เพื่อแย่งชิงบุตรหลานของคนในพื้นที่ให้เข้ามาศึกษาในโรงเรียนของตนกันอย่างรุนแรง ในขณะที่มีการปรับตัวและการแข่งขันของสถานศึกษาในพื้นที่ ก็ยังมีความแตกต่างด้านระดับการพัฒนาอยู่มากในระดับหนึ่ง โดยสังเกตได้จากอาคาร สถานที่รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอน เช่น สภาพของห้องเรียน สภาพโต๊ะ เก้าอี้ ที่สถานศึกษาขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนน้อย (ไม่ถึง 500 คน) จะอยู่ในสภาพทรุดโทรม ตรงกันข้ามกับโรงเรียนขนาดใหญ่ ที่มีจำนวนนักเรียนมากกว่า 1,000 คนขึ้นไป จะมีความพร้อมของสภาพสถานศึกษาอย่างเห็นได้ชัด

ในขณะที่กระบวนการบ่มเพาะแนวคิดการก่อความไม่สงบจากสถานศึกษาบางแห่งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงมีการดำเนินการอยู่ต่อไป โดยอย่างน้อย ก็เป็นการสานต่อ สืบทอดเจตจำนงของบรรดาแกนนำขบวนการฯ ในการต่อสู้กับภาครัฐให้เกิดกับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสุดท้ายที่ต้องการ แม้อาจจะต้องดำเนินการบ่มเพาะแนวคิดการเห็นต่างในระยะหลังนี้ จำเป็นที่จะต้องกระทำอย่างปิดลับมากขึ้น เนื่องจากหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้คืบคลาน เกาะติดกระบวนการบ่มเพาะแนวคิดเห็นต่างจากรัฐไทยมากขึ้น หากแต่ไม่ได้หมายความว่า หน่วยงานภาครัฐจะเข้าถึงความคิด และเอาชนะใจพี่น้องประชานที่ยังคงแนวคิดสุดโต่งอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย

จากแหล่งข่าวสำคัญ พบว่า กระบวนการบ่มเพาะแนวคิดเห็นต่างจากรัฐไทยในสถานศึกษาบางแห่งในแห่งในพื้นที่ มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอน โดยเริ่มจากการสังเกตเด็กที่มีแวว แล้วชักชวนจากคนใกล้ชิดในสถานศึกษา ที่เป็นเพื่อนสนิท หรือรุ่นพี่ที่ไว้วางใจ คนรู้จัก เพื่อให้เป้าหมาย ไม่รู้สึกว่ากำลังถูกปลุกระดมแนวคิดรุนแรง โดยจะเริ่มจากการเห็นร่วมกันก่อนว่า จะต้องต่อสู้ร่วมกันเพื่อเป้าหมายของขบวนการฯ หลังจากนั้น จะใช้การพูดคุยธรรมดาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์รัฐปัตตานีเชื่อมโยงศาสนา การพูดคุยจะเป็นลักษณะที่ไม่ให้บุคคลเป้าหมาย รู้ตัวว่ากำลังถูกชักจูงให้ร่วมขบวนการฯ เป็นการพูดคุยแบบสบายๆ เพื่อหยั่งท่าทีของบุคคลเป้าหมาย และจะสอดแทรกเรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่ปะปนไปกับเรื่องราว ประวัติศาสตร์รัฐปัตตานีอันยิ่งใหญ่และเป็นอิสระจนถูกสยามยึดครอง และชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้เพื่อเอกราชของคนมุสลิมนั้น ถือเป็นหน้าที่หรือข้อบังคับทางศาสนา (วายิบ) ที่คนมุสลิมทุกคนจะต้องทำ หากใครปฏิเสธจะเป็นบาป หรือการฆ่าคนนอกศาสนาไม่เป็นบาปแต่ในทางตรงข้ามจะได้บุญแทน เมื่อตายไปวิญญาณจะบริสุทธิ์ มีการกระทำตอกย้ำสม่ำเสมอต่อเนื่อง โดยการพูดคุยจะกระทำอย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ ประมาณ 1 สัปดาห์ และถี่ขึ้นเป็นเดือนถึงหลายเดือน ที่มุ่งเน้นการสร้างความเคียดแค้น เกลียดชังคนนอกศาสนา ที่กระทำทารุณกับคนมุสลิมในอดีต

หลังจากนั้น จะใช้พฤติกรรมหมู่ ในการสร้างเรื่องให้กลุ่มเป้าหมายเห็นว่าคนส่วนใหญ่ในสถานศึกษา เข้าร่วมขบวนการกันหมดแล้ว เป็นการสร้างจิตวิทยาหมู่ ที่เมื่อเห็นเพื่อนๆ เข้าร่วมขบวนการแล้ว ตนเองก็ปฏิเสธได้ยาก ต้องเข้าร่วมด้วยเพราะอาจถูกดูถูกจากเพื่อนว่าไม่กล้าหาญ ไม่ใช่ลูกผู้ชาย หรือถึงขั้นไม่ให้เข้ากลุ่มได้ ดังคำกล่าวของผู้ที่เคยหลงผิดเข้าร่วมขบวนการฯ อดีตสมาชิกบีอาร์เอ็น และกลับใจเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน คนหนึ่งที่กล่าวว่า “เดิมทีมีคนชวนเข้าขบวนการแต่ยังไม่ไป แต่เมื่อคนรอบข้างในพื้นที่เขาเข้าร่วมกันไปแล้ว ผมก็กลัวว่าจะกลายเป็นแกะดำ จึงต้องเข้าร่วมขบวนการฯ ไปด้วย” และเหตุผลในการที่ต้องสู้เพื่ออิสรภาพของชาวมุสลิมมลายูปัตตานี รวมทั้งการสร้างอุดมการณ์รัฐปัตตานีอิสลามบริสุทธิ์ เมื่อเป้าหมายเริ่มคล้อยตาม จะใช้กระบวนการสร้างความเชื่อมั่นในการต่อสู้ ด้วยการบอกกล่าวว่าขบวนการฯ ได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องมุสลิมจากต่างประเทศ การเข้าร่วมขบวนการของคนในพื้นที่มากมายแล้ว (เหลือผู้ถูกชักชวนเท่านั้น) สร้างความมั่นใจว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วภายใต้ความเชื่อต่างๆ ดังกล่าวที่

ที่สำคัญก็คือ การดำเนินการสั่งสมบ่มเพาะในกระบวนการนี้ จะยึดมั่นในการการปิดบังอำพราง เมื่อเด็กและเยาวชนที่มีลักษณะท่าทางและแนวคิดตรงตามต้องการแล้ว จะถูกหล่อหลอมกล่อมเกลาจากผู้ที่มีหน้าที่โน้มน้าวสร้างสมาชิกร่วมขบวนการฯ ใหม่ จนมีความเชื่ออย่างแรงกล้าและมีแนวคิดสุดโต่งแล้ว ก็จะถูกขบวนการนำมาสู่กระบวนการฝึกเพื่อเตรียมความพร้อมในการก่อเหตุรุนแรง โดยลักษณะการฝึกของขบวนการฯ จะเป็นการปฏิบัติแบบปิดลับ ที่แม้กระทั่งพ่อและแม่ จะไม่รู้ว่าลูกของตนไปไหนหรือทำอะไร เพราะส่วนใหญ่เด็กและเยาวชนส่วนนี้ก็อยู่ที่โรงเรียนประจำ(หอพัก) หรือโกหกพ่อแม่ว่าไปอยู่บ้านเพื่อนบ้าง ไปทำงานที่มาเลเซียบ้างเพื่อปิดบังพ่อแม่

หลังจากฝึกแล้ว ก็จะใช้ชีวิตในสถานศึกษาของตนตามปกติ และการใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านของตนเองตามปกติ การทำความดี เป็นคนดีให้ปรากฏแก่สายตาของครู อาจารย์ทั่วไปในสถานศึกษา หรือชาวบ้านในชุมชน ที่เรียกกันว่า “กลุ่มคนหน้าขาว” หรือ “แนวร่วมรุ่นใหม่” ที่ไม่มีประวัติอาชญากรรม และรอดพ้นจากการตกเป็นเป้าหมายในการเกาะติดของเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมรอรับคำสั่งให้ปฏิบัติการก่อเหตุ สำหรับการใช้ให้ก่อเหตุ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน ความเหมาะสมกับวัย จังหวะเวลาที่เหมาะสม และสภาพของแต่ละคนหรือแต่ละพื้นที่ หากใครทำผิดพลาดก็จะให้แก้ตัวใหม่ หรือบางครั้งก็จะถูกลงโทษ ด้วยการให้คำสัตย์แก่ตนเองในการอดอาหารจนกว่าจะก่อเหตุสำเร็จ สิ่งเหล่านี้ คือกระบวนการบ่มเพาะแนวคิดให้เยาวชนในสถานศึกษาให้เห็นต่างจากรัฐ ที่หน่วยงานภาครัฐจะต้องเข้าใจและหาทางแก้ไขหรือป้องกันให้ได้ในเร็ววัน