สถาพร ศรีสัจจัง

วงวิชาการไหนๆในห้วงเวลา 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมา ย่อมคุ้นชินกับคำ “พลวัต” ที่แปลบาลีสันสกฤตเป็นความหมายไทยแบบง่ายๆได้ประมาณว่า ก็คือ “พลังที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลง” หรือ “พลังของความเปลี่ยนแปลง” นั่นเอง คำนี้ดูเหมือนจะแปลมาจากคำ “Dynamic” ในภาษาฝรั่งอังกฤษ ซึ่งราชบัณฑิตสถาน อธิบายไว้ดีว่า “มีพลังเคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตรงข้ามกับคำ Static ซึ่งมีความหมายว่าหยุดนิ่งอยู่กับที่ ...” คนในวงวิชาการสมัยใหม่มักนำเอาคำ “พลวัต” มาเชื่อมต่อกับคำขยายอื่นๆเพื่อใช้อธิบายปรากฏการณ์ของสังคมไทยอยู่เสมอๆ เช่น คำ “พลวัตวัฒนธรรม” หรือ “พลวัตทางการเมือง” เป็นต้น

ความเคลื่อนเปลื่อนตามลักษณะความเป็น “อนิจจัง” ของ “สิ่ง” ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนี้ ที่จริงปรากฏชัดอยู่ในคำสอนของพระพุทธศาสนามาเนิ่นนานนักหนาแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่เมื่อเกือบ 3,000 ปีก่อน คนในประเทศที่ศาสนาพุทธได้สถิตเสถียรสถาพรมาแต่นมนานอย่างประเทศไทย จึงน่าจะเป็นมนุษย์พวกหนึ่งที่ควรจะเข้าใจความหมายของคำนี้ได้ดี

แต่ดูๆไปแล้วแทบอาจจะพูดได้ว่า ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ หรือยังไม่สามารถยึดกุมแก่นความหมายของคำนี้มาเป็นสรณะทางความคิดได้ จึงยังมักติดหนึบอยู่กับความคิดแบบที่ภาษาฝรั่งเรียก “Static” นั่นไง
              
โดยเฉพาะในหมู่นักการเมืองกลุ่มต่างๆที่ผลัดกันมาเป็น “ผู้ปกครอง” ประเทศไทย(จนเละ!) รุ่นแล้วรุ่นเล่า!
               
ยิ่งเสียงปี่เสียงกลองเรื่องเลือกดังตั้งถี่กระชั้นขึ้นเท่าไหร่ การสำแดงออกถึงความคิดแบบ Static ก็ยิ่งเหมือนจะสำแดงผ่านปากคำ(เชิงผรุสวาทใส่กัน)ของคนกลุ่มนี้มากขึ้นทุกทีๆ จนหูของชาวบ้านร้านตลาด(ถ้าจะเงี่ยฟังเพราะสนใจเรื่องเหล่านี้อยู่บ้าง)แทบจะแตกเอาได้ทีเดียว!
               
สถานีโทรทัศน์บางช่อง(ที่สำแดงตนชัดว่ากำลังถ่ายทอดรูปแบบและเนื้อหาทางความคิดของนักการเมืองกลุ่มไหน/พรรคใด) ถึงขนาดสาดทัศนะของตนและพวกพ้องตนใส่ผู้ที่มีแนวคิดไม่ตรงตามที่กลุ่มตนต้องการแบบ “ตัดสินพิพากษา” เลยทีเดียวว่า เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นซ้ายเป็นขวา เป็นเผด็จการเป็นประชาธิปไตย เป็นสับสนเป็นอนุรักษ์นิยม(Conservative) ฯลฯ
               
 นี่ถ้าพวกเขาตระหนักสักนิดและนำกรอบคิดเกี่ยวกับ “ความมีพลวัต” ของสังคมไทยมาอธิบาย เหมือนที่นักคิดนักปฏิบัติระดับ “เกจิ” ในอดีตหลายท่านได้นำมาใช้ ดังเช่นที่ปรากฏชัดในแนวคิดเรื่อง “ความเป็นอนิจจังของสังคม” ของ ท่าน “รัฐบุรุษอาวุโส” ผู้นำเปลี่ยนแปลงการปกครองฝ่ายพลเรือนเมื่อปี พ.ศ.2475 ดร.ปรีดี พนมยงค์ เคยใช้อธิบายสังคมไทยไว้ พวกเขาคงไม่เร่งพิพากษาสวมหมวกให้ใครได้ง่ายๆว่าเป็นเช่นนั้นเช่นนี้( เช่น ครั้งหนึ่งบังเอิญได้ดูการวิเคราะห์แนวคิด ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ของทีวีบางช่องที่สรุปตัดสินแนวคิดของนักการเมืองท่านนี้ในทำนองว่าเป็น “ขวาอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว” และ “ความคิดมั่วเต็มที” หรืออะไรประมาณนั้น เพียงจากการฟังหรืออ่านบทสัมภาษณ์นักการเมืองท่านนี้เพียงเรื่องเดียวและครั้งเดียว เป็นต้น)
                 
อย่างนี้เองที่เรียกว่าไม่เข้าใจว่าสังคม(โดยเฉพาะความคิดคนในสังคมทุกเรื่อง)ล้วนแล้วแต่มีพลวัตทั้งสิ้น โดยเฉพาะพลวัตในเรื่อง “รูปแบบ” ของ “สิ่ง” ทั้งหลายทั้งปวงที่ต้องเคลื่อนเปลี่ยนไปตามข้อจำกัดและเงื่อนไขจำเพาะทางประวัติศาสตร์ของ “สิ่ง” นั้นๆ
                     
เช่น เนื้อหาและรูปแบบของระบอบการเมืองระบอบหนึ่งที่ชอบพูดถึงกันกันนักหนา คือ “ระบอบประชาธิปไตย” (Democrecy)นั่นไง!
                     
 อย่างเช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน(อย่างน้อยก็ตั้งแต่ประธาน เหมา เจ๋อ ตุง ยึดอำนาจรัฐหรือ “รัฏฐาธิปัตย์” มาได้ ก็เรียกการปกครองระบอบจีนใหม่ว่า “ระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์” เพียงแต่ “ประชาธิปไตย” ของจีนยุคใหม่ดังกล่าว(หลังยุคเจียง ไค เจ๊ก)ไม่ใช่ “Democracy” ที่มี “รูปแบบ” เหมือนกับ “ประชาธิปไตย” แบบตะวันตก(ทั้งยุโรป/อเมริกา)ที่เมืองไทยเราพยายาม “ลอกแบบยกมาครอบ” สังคมไทย (แต่ไม่เคยสำเร็จจริง)
                     
หรือใครหน้าไหนจะกล้าตัดสินว่า “ประชาธิปแบบของสาธารณรัฐประชาชนจีน” จะไม่เหมาะกับประเทศนั้น ทั้งในด้านพื้นที่และเวลาที่ผ่านมา ตาม “ข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์” ของสังคมพวกเขาเอง?
                   
ค่อยเห็นขึ้นบ้างหรือยัง ว่า ความเข้าใจเรื่อง “พลวัตของรูปแบบและเนื้อหา” มีความสำคัญอย่างไร?