โจทย์ของการปฏิรูปภาคการเกษตร ที่ภาครัฐพยายามหาคำตอบ วันนี้สภาเกษตรกรแห่งชาติซึ่งเป็นตัวแทนเกษตรกรเองได้ 1 คำตอบในการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ให้กับภาคเกษตรกรรมคือการปรับเปลี่ยนจากการผลิตแล้วขายผลผลิตเป็นวัตถุดิบ มาเป็นนำผลผลิตที่ได้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ตามที่ตลาดต้องการแล้วจึงขาย หรือที่เรียกว่า “เกษตรอุตสาหกรรม”

ภาคเอกชนหากต้องการปฏิรูปจะสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว แต่การปฏิรูปภาคการเกษตรทำได้ยากและต้องใช้ระยะเวลา วิธีการปรับเปลี่ยนต้องมีการแสดงให้เห็นผลจริงเพื่อเกิดการเรียนรู้ จนนำสู่ความมั่นใจแล้วจึงนำไปใช้ปฏิบัติ เกษตรอุตสาหกรรมจึงค่อย ๆ เกิดขึ้นและขยายออกไป มี 1 ตัวอย่าง ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติประกาศนโยบายให้ไผ่เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่จากนั้นได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไผ่ เสริม เพิ่ม ทดแทนในบริเวณพื้นที่ทำการเกษตรเดิมและในพื้นที่ชุมชนอยู่กับป่า เนื่องจากไผ่ เป็นพืชโตเร็ว ใช้น้ำน้อย ทนแล้ง ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ไผ่ที่ปลูกในไทยซึ่งเป็นเมืองร้อนเนื้อไม้จะมีคุณภาพดี นำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้มากมาย สามารถช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดีและรวดเร็ว โดยสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลำปางได้เริ่มโครงการส่งเสริมการปลูก ขยายพันธุ์ไผ่ เมื่อปลายปี 2558 และมีการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เล็งเห็นว่า ไผ่ เป็นต้นไม้ที่มหัศจรรย์ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่เป็นอาหาร ประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้สอย จักสานเป็นอาชีพเสริม หรือนำไปสร้างบ้าน โรงเรือน อาคาร และปัจจุบัน มีนวัตกรรมจากไผ่ สามารถนำมาทำเครื่องสำอางประทินผิวเพื่อความสวยงาม หรือทำเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล เนื่องจากมีราคาถูก ต้นทุนต่ำ ทั้งยังให้ค่าพลังงานความร้อนสูงจึงเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก แปรรูปเป็นเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงทำเป็นยารักษาโรคได้

เกษตรอุตสาหกรรมไผ่ คือการปฏิรูปภาคการเกษตรที่แสดงวิธีการปรับเปลี่ยนจากการขายลำไผ่เป็นขายผลิตภัณฑ์ไผ่ “ถ่านไวท์ชาโคล” ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติได้แสดงให้เห็นผลจริงเพื่อเกิดการเรียนรู้ จนนำสู่ความมั่นใจ ถ่านไวท์ชาโคลนี้ เป็นนวัตกรรมไผ่ สอดรับกับนโยบาย “Thailand 4.0” ของรัฐบาล เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตร ซึ่งเป็นการพลิกแนวคิดของเกษตรที่จะต้องมีองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี หรือนวัตกรรม มาพัฒนาการทำการเกษตรครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และการทำตลาดควบคู่กันไป

ถ่านไวท์ชาโคล

รู้จักกับ ถ่านไวท์ชาโคล จากการสนทนากับนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ว่า ไผ่ มีคุณสมบัติที่เหมาะสมทำแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ มากกว่าไม้ชนิดอื่นๆ เพราะจากการวิจัย พบว่า ไผ่มีรูพรุนกว่าไม้อื่นประมาณ 10 เท่า ซึ่งประโยชน์การมีรูพรุนมาก จะช่วยดูดซับอนุมูลทั้งหลายได้มากขึ้น เช่น การดูดซับอนุมูลอิสระ หรือดูดซับกลิ่น และสารพิษ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับดีขึ้นกว่าถ่านชนิดอื่น ถ่านไวท์ชาโคล เกิดจากนำไม้ไผ่ ไปผ่านการเผา ในอุณหภูมิความร้อนสูง ผลถ่านที่ได้สามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องอุปโภค บริโภคต่างๆ เนื่องจากมีคุณสมบัติดูดซับ ของเสีย กลิ่น สารเคมีต่างๆ หรือที่คนไทยรู้จักกันดีว่า "คาร์บอน" ที่เราไว้รับประทานแก้อาการท้องเสีย

ถ่านธรรมดา

จากการตรวจเอกสารพบว่า ปัจจุบันนี้อุตสาหกรรมอุปโภค บริโภคต่างๆ มักจะนำ ชาร์โคล เข้ามาใช้ประกอบผลิตภัณฑ์อาหาร ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น ขนมปัง เบเกอรี่ต่างๆ ไอศกรีม สบู่ โฟมล้างหน้า แปรงสีฟัน ยาสีฟัน อีกทั้งยังถูกนำมาใช้ในวงการแพทย์เพื่อนำไปผสมกับยา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา เช่น ผสมในยาลดกรด ยาช่วยย่อยอาหาร ยาขับลม เป็นต้นความจริงแล้ว ภูมิปัญญาของไทยเราก็นำกาบมะพร้าวไป เผาและ ใส่ลงในขนมเปียกปูนเช่นเดียวกันอ
ถ่านไวท์ชาโคล ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติร่วมกับหน่วยงานพัฒนาให้มีขึ้น เป็นถ่าน มีคุณสมบัติช่วยลดความชื้น ดูดซับกลิ่น เป็นถ่านขาวเพื่ออุตสาหกรรมคุณภาพเกรด A เพราะมีคาร์บอนที่นำไฟฟ้าได้ดี วัดค่าคาร์โอมิเตอร์จะต่ำมาก 2-4 โอห์ม ซึ่งมีแรงต้านทานน้อยกว่าถ่านเผาทั่วไป จึงมีคุณสมบัติเหมาะที่จะส่งเสริมเป็นถ่านเพื่ออุตสาหกรรม เช่น ทำเป็นแท่งกรองน้ำ ไส้กรองอากาศ ถ่านไฟฉาย โดยสภาเกษตรกรแห่งชาติ กำลังเตรียมเสนอรัฐบาลแก้ไขข้อกฎหมาย เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถแปรรูปไผ่ ที่ปลูกเข้าสู่อุตสาหกรรม

ที่ผ่านมา เกษตรกรเผาถ่าน เพื่อใช้ในการหุงต้ม ทำอาหาร หรือปิ้งย่างทั่วไป แม้จะสร้างเศรษฐกิจที่ดีให้กับเกษตรกรและชุมชน แต่ส่งผลเสีย คือ ก่อเกิดผลภาวะสารก่อเกิดมะเร็งมาก หากมีการพัฒนาผลิตเป็นถ่านไวท์ชาโคล เวลาปิ้งย่างจะไม่มีควัน และสารพิษ ดังเช่น ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี มีการส่งเสริมร้านปิ้งย่างใช้ถ่านไวท์ชาโคล จึงไม่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค ประกอบกับขายได้ราคาดีกว่าถึงกิโลกรัมละ 40-50 บาท ขณะที่ถ่านธรรมดาขายอยู่ในราคากิโลกรัมละ 10-15 บาท

ตอนนี้ประเทศไทย ยังไม่มีการผลิตถ่านคุณภาพสูง เพื่ออุตสาหกรรม เพราะเกษตรกรยังไม่มีความรู้ จึงเป็นครั้งแรกที่สภาเกษตรกรฯ มีการส่งเสริมเกษตรกรผลิตถ่านคุณภาพสูง เพื่ออุตสาหกรรม ขณะนี้ มีการนำร่องเผาถ่านคุณภาพสูง 2 เตา และอยู่ระหว่างการปรับให้เป็นมาตรฐานที่ดีขึ้น รวมทั้งเก็บรวบรวมความรู้ทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ออกไปในอนาคต จากนี้ไปประเทศไทยจะก้าวสู่ยุคใหม่ ยุคที่เกษตรกรสามารถจะเป็นผู้ประกอบการได้ ผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพสูงขึ้น ได้ราคาสูงขึ้น และเกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้นหากประเทศไทยเผาถ่านคุณภาพสูง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดโลก คิดว่าจะสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างมหาศาลจากอุตสาหกรรมพลังงาน

ทั้งหมด เชื่อมโยงให้เห็นตั้งแต่แนวคิดการปฏิรูปภาคการเกษตรด้วยเกษตรกรเอง นำสู่รูปแบบการปฏิรูปที่เรียกว่า "เกษตรอุตสาหกรรม" จนถึงแสดงตัวอย่างให้เห็นจากไผ่ เป็นถ่านไวท์ชาโคล จึงเชิญชวนเกษตรกรไทยให้มั่นใจและก้าวไปด้วยกันกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ