ปัจจุบันนอกจากการดูแลรักษาสุขภาพขั้นพื้นฐานที่ผู้คนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญมากขึ้นแล้ว อาหารเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กำลังเปลี่ยนเทรนด์ของผู้คนส่วนใหญ่ให้หันมาใส่ใจมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ปราศจากสารเคมี หรือสารพิษตกค้าง หลายคนไม่ได้เลือกแค่ปลอดสารที่ปลายทางก่อนถึงมือผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการผลิตจนถึงปลายน้ำว่าต้องปลอดภัย ไม่มีการใช้สารเคมีในทุกกระบวนการ จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดการตกค้างใดๆ ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยสินค้าเกษตรอินทรีย์ หรือออร์แกนิค จึงเป็นตัวเลือกที่อยู่ในลำดับต้นๆของกลุ่มคนที่หันกลับมาดูแลรักษาสุขภาพกันมากขึ้น ได้รับความสนใจ ไว้วางใจ และนิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้นตามลำดับ

นันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน สถานการณ์สินค้าอินทรีย์โลกมีมูลค่ารวม 89,700 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ คิดเป็น 3.18 ล้านล้านบาท ขณะที่สินค้าอินทรีย์ของประเทศไทยมียอดการเติบโตอยู่ที่ 20% และมีการบริโภคสินค้าอินทรีย์สูงถึง 2,700 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดภายในประเทศ 800 ล้านบาท และ ตลาดต่างประเทศ 1,900 ล้านบาท มูลค่าการส่งออกคิดเป็น 0.07% ของตลาดโลก ประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลกแห่งหนึ่ง มีโอกาสอย่างมากในการพัฒนาสินค้าเกษตรไปสู่สินค้าอินทรีย์ ทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศ และเพื่อส่งออก ภาครัฐบาลก็พร้อมที่จะช่วยผลักดัน โดยการบริหารจัดการทั้งในด้านการผลิต และการตลาดควบคู่กันไป เพื่อทำให้สินค้าอินทรีย์ของไทยเป็นตัวจริงในตลาดโลก เป็นการเชื่อม Local Economy สู่ Global Economy

ทั้งนี้ที่สำคัญเมืองไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงมีความได้เปรียบสูงที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ของอาเซียน เพราะนอกจากมีภูมิประเทศที่เหมาะสมแล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตสินค้าอาหารป้อนประชากรโลก อีกทั้งภาครัฐยังให้การส่งเสริม และสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดสินค้าอินทรีย์ ปี 2560-2564 มารองรับ ภายใต้วิสัยทัศน์ “ไทยเป็นผู้นำด้านการผลิต การค้า และการบริโภคสินค้าอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน” มีเป้าหมายสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์แบบประชารัฐให้เกษตรกร ผู้ประกอบการและผู้บริโภคกินดี อยู่ดี รวมทั้งเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มคุณภาพชีวิต

นอกจากนี้การได้รับมาตรฐานการันตีทั้งในระดับประเทศ และระดับสากล ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ การรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์จะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ โดยเมืองไทยใช้สัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์อินทรีย์ประเทศไทย หรือ Organic Thailand โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นผู้รับรองระบบงานด้านเกษตรอินทรีย์แก่หน่วยงานต่างๆที่ตรวจรับรองครอบคลุมทุกประเภทการเกษตร ส่วนมาตรฐานสากล และยังมีสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.)ให้บริการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในหลายขอบข่ายและมาตรฐาน ขึ้นอยู่กับลักษณะการผลิต จัดการ แปรรูป และตลาดของผู้ประกอบการ ทั้งนี้ พิจารณาว่าจะขยายผลิตเกษตรอินทรีย์ไปยังตลาดอะไรบ้าง หรือผู้ซื้อน่าจะต้องการมาตรฐานใด ซึ่ง มกท.เปิดให้บริการตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ซึ่งตรงกับมาตรฐานในหลายๆประเทศ

“ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้าอินทรีย์ผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อินทรีย์สากลเพิ่มขึ้น ทั้งยังมีการผลักดันกลุ่มที่ผ่านการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PSG)หรือ Organic Thailand ให้ได้รับมาตรฐานสากลเพิ่มขึ้น และในปีนี้นับเป็นนิมิตรหมายอันดีที่เมืองไทยได้รับเลือกจากนูเรมเบิร์ก เมสเซ่ ให้เป็นประเทศที่ 7 ในโลก ที่มีความร่วมมือกันในการจัดงานออร์แกนิค ระดับโลกฯ ต่อจากเยอรมนี,สหรัฐฯบราซิล,จีน,อินเดีย และญี่ปุ่น เพราะเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพ มีการเติบโตด้านการผลิต และการตลาดด้านออร์แกนิคในเอเชีย”

ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จึงได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับบริษัท นูเรมเบิร์ก เมสเซ่ จำกัด (NürnbergMesse หรือ NM) ประเทศเยอรมนี ผู้จัดงาน BIOFACH ซึ่งเป็นงานแสดง และเจรจาธุรกิจอินทรีย์ระดับโลกในการนำงานแสดงสินค้าอินทรีย์ระดับโลกมาจัดที่ประเทศไทย ภายใต้ชื่อใหม่คือ งาน "BIOFACH Southeast Asia 2018 และ Natural Expo Southeast Asia 2018" งานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์และธรรมชาติที่ครบวงจร และใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเป้าผู้เข้าชมงานไม่ต่ำกว่า 50,000 คน ในวันที่ 12-15 ก.ค.61 ที่ฮอลล์ 3 - 4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นับเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคทองของเกษตรอินทรีย์ประเทศไทยอย่างเต็มตัวก็ว่าได้

บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า งานนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Southeast Asia: Home of Organic” บนพื้นที่ 9,500 ตารางเมตร ซึ่งยิ่งใหญ่กว่าเดิมถึง 2 เท่า โดยได้รับการตอบรับจากบริษัทชั้นนำในวงการอุตสาหกรรมเกษตรอินทรีย์เข้าร่วมงาน จำนวน 400 กว่าบูธ แบ่งออกเป็นหมวดหลักๆได้แก่ 1.ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากล และมาตรฐานระดับประเทศ 2.ผู้ประกอบการสินค้าธรรมชาติ และสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 3.ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการจัดนิทรรศการ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ และหน่วยงานกลางที่ตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

“สินค้าที่มาจัดแสดง ครอบคลุมสินค้าออร์แกนิคทุกกลุ่มทั้งข้าว ผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว บำรุงเส้นผม เครื่องสำอาง เสื้อผ้าจากสีย้อมธรรมชาติ รวมทั้งธุรกิจบริการเช่น ร้านอาหาร และในปีนี้มีผู้ประกอบการหลายรายที่พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจ และมีนวัตกรรม เช่น เส้นพาสต้า,สปาเก็ตตี้ทำจากข้าว,ภาชนะและบรรจุภัณฑ์ผลิตจากฟางข้าว,แป้งมันสำปะหลัง,กาบกล้วย ด้านกิจกรรมภายในงาน ถือเป็นครั้งแรกที่งานแสดงสินค้าออร์แกนิคจะจัดให้มีวันเจรจาธุรกิจ มีการเพิ่มวันสำหรับการจับคู่ธุรกิจ คลินิกให้คำปรึกษา กิจกรรมเวิร์คช้อป การสาธิตเมนูสุขภาพจากเชฟชื่อดัง รวมถึงการที่ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก สภากาชาดไทย ได้เข้าร่วมจัดจำหน่ายสินค้าอินทรีย์และสินค้าธรรมชาติภายในงานด้วยเช่น ผักผลไม้ในโครงการหลวง ชุมชนหมู่บ้าน หรือ Organic Village มาร่วมจัดแสดง และจำหน่ายสินค้าท้องถิ่น

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้เริ่ม การประกวดนวัตกรรมอินทรีย์ หรือ Thailand Organic Innovation Award (TOIA) ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยในปี 2561 เพื่อคัดเลือก 3 ผลิตภัณฑ์ที่จะเข้ารับรางวัลที่ 1 เงินสด มูลค่า 60,000 บาท,รางวัลที่ 2 เงินสด มูลค่า 40,000 บาท,รางวัลที่ 3 เงินสด มูลค่า 20,000 บาท พร้อมรับใบประกาศนียบัตร โล่ประกาศเกียรติคุณ และสิทธิพิเศษอีกมากมาย เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ และพัฒนานวัตกรรมอินทรีย์ ยกระดับผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักของนานาชาติ และเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า ให้สามารถต่อยอดในการส่งออก ส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าและบริการอินทรีย์ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และพัฒนาสู่ความยั่งยืน

สำหรับการจัดสัมมนาทางวิชาการด้านการตลาดสินค้าอินทรีย์ หรือ Organic Symposium ในวันที่ 12 - 14 ก.ค.61 เวลา 11.00-16.00 น.โดยวิทยากรด้านเกษตรอินทรีย์ระดับโลกทั้งไทยและต่างชาติ สร้างความรู้ความเข้าใจเกษตรอินทรีย์ในมิติต่างๆที่สำคัญเช่น ทิม ชู้ลท์ส,ลุนด์เบิร์ก แฟมิลี่ ฟาร์ม ผู้นำในวงการออร์แกนิคจากสหรัฐฯ,มาร์คุส รีทซ์ ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายงานสินค้าระหว่างประเทศ บริษัท นูเรมเบิร์ก เมสเซ่ จำกัด พร้อมผู้เชี่ยวชาญทั้งใน และนอกประเทศอีกมากมาย นับเป็นอีกหัวใจสำคัญของงานที่นอกจากจะสร้างความแข็งแกร่งทางเครือข่ายการค้าแล้วยังมุ่งเน้นการให้ความรู้ที่ทันสมัยด้านเกษตรอินทรีย์แก่ผู้เข้าร่วมงานอีกด้วย

“พูดได้ว่า ไปงานเดียวได้ทั้งชิม ชม ช้อปฯ แถมยังอัดแน่นไปด้วยความรู้ และตัวอย่างนวัตกรรม ที่นำไปต่อยอดให้วงการออร์แกนิคไทย สร้างฐานกำลัง และเครือข่ายที่ยิ่งใหญ่ พร้อมก้าวไปสู่การเป็นผู้นำตลาดออร์แกนิคอาเซียนได้ในเร็ววันอย่างแน่นอน”