ความฝันของทัพ “สิงโตคำราม” อังกฤษ ที่จะพาฟุตบอลกลับบ้าน Football’s coming home ตามบทเพลงประจำทัพ “ทรี ไลออนส์” ต้องสลายลงไปด้วยน้ำมือของพลพรรค “ตราหมากรุก” โครเอเชีย

แม้จะหัวใจสลาย ไปไม่ถึงฝั่งฝันใน “รัสเซีย 2018” ครั้งนี้ แต่ผลงานที่เห็นก็ได้สร้างเครดิตให้กับ แกเร็ธ เซาธ์เกต และนักเตะทีมชาติอังกฤษทุกคนเป็นอย่างยิ่ง และสามารถยืดอกกลับบ้านได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

ในขณะเดียวกัน ทีม “ตราหมากรุก” สามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งแรกจากโอกาสเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์รอบสุดท้าย 5 ครั้ง

นอกจากนั้น โครแอต ยังเป็นทีมแรกนับตั้งแต่ปี 1990 ที่ต้องเล่นช่วงต่อเวลาในรอบน็อกเอาต์ทั้ง 3 รอบ และที่มหัศจรรย์คือ พวกเขาถูกยิงนำก่อนทุกนัด แต่สามารถกลับมาคว้าชัยชนะได้ทั้งหมด

โดยเฉพาะรอบตัดเชือกไม่ต้องยืดเยื้อจนถึงดวลจุดโทษเหมือน 2 รอบที่ผ่านมา แม้ว่าจะถูก “สิงโตคำราม” ยิงนำตั้งแต่ต้นเกมจากลูกฟรีคิกของ คีแรน ทริปเปียร์ แต่หลังจากนั้น ซลัตโก ดาลิช ก็แก้เกมจนกลับมาได้ประตูตีเสมอในครึ่งหลังจาก อิวาน เปริซิซ และจากนั้นเกมก็ตกเป็นของเหล่าแข้ง “ตราหมากรุก”อย่างสิ้นเชิง

จุดเด่นของทัพ “ตราหมากรุก” ชุดนี้ก็คือ แผงมิดฟิลด์ที่สุดยอด ไม่เป็นสองรองใคร เพราะมีทั้ง ลูก้า โมดริช, อิวาน ราคิติช, อิวาน เปริซิช, มาเตโอ โควาซิช และ มาร์เชโล โบรโซวิช โดยเฉพาะ โมดริช นั้นมีคนยกย่องว่า เขาควรจะได้รางวัล “บัลลง ดอร์” หาก โครเอเชีย ได้แชมป์โลก หลังเพิ่งช่วยให้ เรอัล มาดริด สโมสรต้นสังกัด สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ 3 สมัยติดต่อกันในฤดูกาลที่ผ่านมา

อีกหนึ่งเบื้องหลังความสำเร็จต้องยกให้ ซลัตโก ดาลิช กุนซือวัย 51ปี ที่วางแท็กติกได้เฉียบขาด และการเลือกเปลี่ยนตัวอย่างชาญฉลาด โดยในรอบตัดเชือก ดาลิช ทำการบ้านมาอย่างดีในการรับมือลูกโด่งของ อังกฤษ ด้วยการบีบไม่ให้ “สิงโตคำราม” ได้เล่นลูกเตะมุมมากนัก ซึ่งผลที่ออกมาคือ อังกฤษ ได้ลูกเตะมุมตลอด 120 นาที เพียง 4 ครั้งเท่านั้น

นอกจากนี้ ซลัตโก ดาลิช ยังได้รับคำชมว่าเป็น “กุนซือใจเด็ด” เมื่อจัดการส่ง นิโกลา คาลินิช กองหน้าเจ้าปัญหาจาก เอซี มิลาน กลับบ้านทันที เพราะไม่ยอมลงสนามเป็นตัวสำรองในเกมแรกที่ โครเอเชีย ชนะ ไนจีเรีย 2-0 ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นการกระทำที่บ้าบิ่นมาก เพราะการส่ง คาลินิช กลับบ้าน ทำให้กองหน้าตัวเป้าของโครแอต เหลือแค่ มาริโอ มานด์ซูคิช เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ ดาลิช ตัดสินใจเด็ดขาด และเลือกที่จะรักษาบรรยากาศภายในทีมไว้ แม้จะต้องเสียผู้เล่นระดับโลกไป ทำให้นักเตะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เมื่อบวกกับประสบการณ์ที่เหลือเฟือของนักเตะ “ตราหมากรุก” จากนักเตะ 23 คนที่ ดาลิช เรียกมาเล่นในฟุตบอลโลกครั้งนี้ มีแค่ 3 คนเท่านั้นที่ติดทีมชาติไม่ถึง 10 เกม ขณะที่ 15 คนติดธงเกิน 30 นัดไปแล้ว

นอกจากนั้น นักเตะโครแอตส่วนใหญ่ยังเล่นอยู่กับทีมชั้นนำในต่างแดนมากมายทั้งกับ เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า, อินเตอร์ มิลาน, ยูเวนตุส และ ลิเวอร์พูล โดยมีถึง 16 คนที่ค้าแข้งกับ 5 ลีกชั้นนำของยุโรป แม้แต่ ดูเย่ ซาเลต้า-คาร์ กองหลังที่ติดทีมชาติน้อยสุด 2 นัด ก็เคยผ่านประสบการณ์เข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ยูโรปา ลีก กับ เรดบูลล์ ซัลบวร์ก มาแล้ว

ถึงตอนนี้ทีม “ตราหมากรุก” โครเอเชีย ได้สร้างสถิติเป็นชาติที่มีประชากรน้อยที่สุดในรอบ 68 ปีที่เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกได้สำเร็จ โดยพวกเขามีประชากรในประเทศเพียง 4.17 ล้านคน

ทั้งนี้ ชาติสุดท้ายที่มีประชากรเพียงน้อยนิดแต่เข้าถึงรอบชิง ได้แก่ อุรุกวัย ที่ทำได้ในปี 1950 โดยตอนนั้นพวกเขามีประชากรแค่ราว 2.4 ล้านคน ซึ่งในปีนั้นขุนพล “จอมโหด” สามารถคว้าแชมป์ไปครองได้ด้วย

สำหรับ อังกฤษ นั้นมีประชากรอยู่ที่ราว 53 ล้านคน ขณะที่ ฝรั่งเศส คู่แข่งในนัดชิงชนะเลิศ มีประชากรมากกว่า โครเอเชีย ถึง 62 ล้านคนเลยทีเดียว

แต่นั่นไม่สำคัญเท่าแฟนบอลโครแอตที่ได้ชื่อว่า เป็นกองเชียร์ที่สามารถสร้างบรรยากาศให้ฮึกเหิมสุดๆ และพร้อมลุยได้ทุกสถานการณ์ โดยทุกนัดที่พวกเขาลงเล่นกองเชียร์จะตามไปให้กำลังใจเต็มสนามทุกครั้ง

นอกจากนั้น ในเวลานี้ โครเอเชีย ยังได้แฟนบอลทั่วโลกเพิ่มขึ้นอีกมาก หลัง โคลินดา กราบาร์-คิตาโรวิช ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของโครเอเชีย เข้ามาเชียร์เกมในสนาม และกลายเป็นขวัญใจในโลกโซเชียล เพราะระหว่างที่เดินทางมายังประเทศรัสเซีย เธอกลับนั่งเครื่องบินชั้นประหยัดร่วมกับผู้โดยสารทั่วไป

มหัศจรรย์ “ตราหมากรุก” จะถึงฝั่งฝัน และได้บันทึกประวัติศาสตร์ว่าเป็น “แชมป์โลกหน้าใหม่” ได้หรือไม่? ค่ำคืนวันอาทิตย์นี้ ทั่วโลกจะได้รู้กัน…