เวียนมาบรรจบครบวาระกันอีกคำรบแล้ว

สำหรับ “การประชุมสุดยอดผู้นำขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ” หรือ “นาโตซัมมิต” ประจำปี 2018 (พ.ศ. 2561) ซึ่งมีขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ อันเปรียบได้กับกองบัญชาการใหญ่ หรือ “บก.” ของนาโต ในกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของเบลเยียม ระหว่างวันที่ 11 – 12 กรกฎาคมนี้ โดยมี “นายเจนส์ สโตลเทนเบิร์ก” ตำแหน่ง “เลขาธิการนาโต” รับหน้าที่ประธานการประชุม

และก็เป็นอีกครั้งที่โลกล้วนจับตาจ้องมอง

ด้วยอานุภาพของผู้นำ ที่เปรียบเสมือน “แม่เหล็ก” ดึงดูดสายตาของบรรดาชาวโลกที่ว่าให้มาจับจ้องมอง ก็มิใช่ใครอื่น คือ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา” นั่นเอง

โดยในปีนี้ก็เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ประธานาธิบดีทรัมป์ จอมสร้างสีสันรายนี้ ตบเท้าเข้าห้องประชุม และก็เป็นผู้นำที่ถูกจับตายิ่งกว่าผู้นำคนใดทั้งปวง จากจำนวนผู้นำชาติสมาชิกอื่นๆ อีก 28 ประเทศ (ชาติสมาชิกของนาโตมีจำนวนทั้งสิ้น 29 ประเทศ)

ด้วยประการฉะนี้ พลันที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ลงจาก “แอร์ ฟอร์ซ วัน” เครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เท้าสัมผัสสนามบินในกรุงบรัสเซลส์ ก็ได้รับการจับตาจ้องมองจากภาคส่วนต่างๆ มากเป็นพิเศษ จากผลพวงที่เขาส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์เชิงตำหนิต่อองค์การความร่วมมือทางการทหารระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้เป็นระยะๆ ตลอดช่วงที่ผ่านมา

เรียกได้ว่า นับตั้งแต่ช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปื2559 มาเลยก็ว่าได้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความไม่ทันการณ์ ทันสมัยของนาโต ต่อสถานการณ์โลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องงบประมาณที่แต่ละชาติจัดสรรให้กับนาโต ดูจะสร้างความหงุดหงิดใจต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ รายนี้เป็นพิเศษ

โดยเขากล่าวอ้างว่า เหล่าชาติสมาชิกนาโตเอาเปรียบสหรัฐฯ จากการที่ให้สหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณให้แก่นาโตยิ่งกว่าชาติใด

ทั้งนี้ มีตัวเลขอ้างอิงถึงองค์การนาโตเองด้วยว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา งบประมาณของนาโตนั้น ร้อยละ 70 มาจากสหรัฐฯ จนถือว่า สหรัฐฯ คือ ผู้สนับสนุนด้านงบประมาณต่อนาโตรายใหญ่ที่สุด แม้กระทั่งในปี 2561 นี้ โดยมีรายงานว่า สหรัฐฯ จัดสรรงบประมาณให้แก่นาโตถึงร้อยละ 3.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี

พร้อมกันนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ก็ได้กระตุ้นเตือนแก่บรรดาชาติสมาชิก ให้อุดหนุนงบประมาณแก่นาโตคิดเป็นร้อยละ 2 ของจีดีพี ซึ่งในประเด็นนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องลากยาวมาตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านๆ มา

ท่ามกลางกระแสเสียงคัดค้านจากบรรดาชาติสมาชิกนาโตทั้งหลาย เพราะถือเป็นภาระทางการเงินของชาติสมาชิก โดยมีเพียงบางชาติเท่านั้น ที่เห็นด้วย เบื้องต้นก็มี อังกฤษ โปแลนด์ กรีซ เอสโตเนีย ต่อมาก็เพิ่มเป็นลัตเวีย ลิทัวเนีย และโรมาเนีย รวมเป็น 7 ชาติ

เหตุผลของบรรดาชาติที่จำต้องเห็นชอบต่อควักกระเป๋าจ่ายให้นาโตในอัตราร้อยละ 2 ของจีดีพีประเทศตนนั้น ก็คล้ายคลึงกัน คือ หวังเป็นกระสุนดินดำของนาโต สำหรับรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงจากรัสเซีย โดยมีข้อสังเกตว่า ชาติที่สนับสนุนส่วนใหญ่ ถ้าไม่เคยอยู่ในกลุ่มองค์การระหว่างประเทศเดียวกับอดีตสหภาพโซเวียตรัสเซีย คือ กลุ่ม “กติกาสัญญาวอร์ซอว์” ก็เป็นอดีตดินแดน หรือชาติบริวารเก่าของอดีตสหภาพโซเวียตรัสเซีย ยกเว้นอังกฤษ ที่ต้องคงสถานภาพเป็นหนึ่งในพี่เบิ้มใหญ่ของนาโต จึงจำต้องยอมควักกระเป๋าจ่าย โดยยังมีเรื่องอิทธิพลของอังกฤษในนาโตติดปลายนวมกำนัลมือมาด้วย

ขณะที่ เยอรมนี อีกหนึ่งพี่เบิ้มใหญ่ของนาโตคัดค้านต่อข้อเสนอแนะเชิงกระตุ้นเตือนของประธานาธิบดีทรัมป์อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ก่อนซัดกลับให้สหรัฐฯ ยอมควักกระเป๋าจ่ายให้ด้านการพัฒนาอื่นๆ นอกเหนือจากทหาร เฉกเช่นที่เยอรมนีอุดหนุนอยู่

กล่าวถึงในส่วนเรื่องงบประมาณของชาติสมาชิกที่สนับสนุนนาโต ก็ส่อเค้าส่งสัญญาณว่า จะเป็นชนวนเดือดในการถกกันบนเวทีขององค์การความร่วมมือทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในโลกหนนี้

โดยประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นส่งซิกว่าจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาถกกันก่อนหน้า ด้วยการระบุตอกย้ำว่า สหรัฐฯ ทุ่มงบประมาณด้านกลาโหมให้แก่นาโตยิ่งกว่าชาติสมาชิกอื่นๆ หลายเท่าตัว เพื่อปกป้องประเทศเหล่านั้นให้พ้นจากภัยคุกคาม ซึ่งต้องถือว่า ไม่ยุติธรรมต่อประชาชนชาวสหรัฐฯ ผู้เสียภาษีเอาเสียเลย ทว่า ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ เมื่อเปรียบเทียบกับบรรดาชาติเหล่านั้น ที่ล้วนเป็นสมาชิกของ “สหภาพยุโรป” หรือ “อียู” ด้วยนั้น สหรัฐฯ ก็ได้ขาดดุลการค้าให้แก่บรรดาประเทศเหล่านี้อย่างมหาศาลคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.51 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และว่า ชาตสมาชิกอียูเหล่านี้ ขูดรีดภาษีและสร้างอุปสรรคทางการค้าอย่างมากมายต่อสหรัฐฯ

พ่วงโยงเรื่องปัญหาการค้าระหว่างประเทศ กับการประชุมสุดยอดนาโตในลักษณะนี้ ก็ส่งผลให้ “นายโดนัลด์ ทัสก์” ประธานสภายุโรป ต้องออกมาสะกิดเตือนกัน โดยระบุเรียกร้องขอให้ประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งมีชื่อเดียวกันกับเขา คือ “โดนัลด์” ให้ความเคารพชาติสมาชิกนาโตอื่นๆ ซึ่งก็ดำรงสมาชิกภาพของอียูด้วยนั้น ในฐานะชาติพันธมิตรกับสหรัฐฯ

พร้อมย้ำทิ้งท้ายแบบปลอบประโลมเพื่อลดความร้อนแรงของดีกรีเดือดในการประชุมสุดยอดนาโตที่กำลังมีขึ้นว่า สหรัฐอเมริกาไม่เคยมี และจะไม่มีพันธมิตรใดที่จะดีเท่ากับอียูอีกแล้ว

ก็ยังคาดเดาได้ยากอย่างสุดเหลือประมาณว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จอมสร้างสีสัน และเป็นผู้มากลีลารายนั้นจะเย็นลงตามถ้อยแถลงปลอบประโลมของประธานสภายุโรปกันหรือไม่? ต้องติดตามไปถึงช่วงปิดฉากรูดม่านการประชุมกันเลยทีเดียวเชียวสำหรับนาโตซัมมิตหนนี้