ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

วันที่ 28 มิถุนายน 2561 เกิดเหตุ นางวิภาวรรณ ปลอดแก่นทอง อายุ 33 ปี ม.1 บ้านแค่   ต.ตาชี อ.ยะหา จ.ยะลา เหยียบกับระเบิดทำให้ขาซ้ายขาดใต้หัวเข่า บาดเจ็บสาหัส ขณะเข้าไปกรีดยาง วันที่ 30 มิถุนายน 2561 เวลา 05.20 น. นายชุติพนธ์ นามวงค์ อายุ 48 ปี ชาวบ้าน ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา โดนระเบิดของคนร้ายบาดเจ็บสาหัสขณะกำลังกรีดยาง วันที่ 2 กรกฎาคม 2561 เวลา 07.30 น. นายสุทิน แห้วขุนทด อายุ 60 ปี เลขที่ 1/7 หมู่ 2 ต.สะเอะ อ.กรงปินัง จ.ยะลา เกิดเหตุระเบิดบริเวณใต้โคนต้นยางพารา ได้รับบาดเจ็บปลายเท้าขวาขาด อาการสาหัส วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 เวลา 06.30 น. นายสุโข คำแก้ว อายุ 46 ปี บ้านเลขที่ 6/1 หมู่ 6 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อำเภอบันนังสตา จ.ยะลา ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดในสวนยางพารา บ้านกาสังใน

ตัวอย่างปรากฏการณ์ “ทุ่นระเบิดในสวนยาง” ข้างต้นที่ทำให้เกษตรกรสวนยาง “บาดเจ็บสาหัส” สะท้อนการยกระดับความรุนแรงที่ส่งผลสะท้านสะเทือนในหลายภาคส่วน นอกจากชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็น “เหยื่อ” โดยตรงแล้ว ยังผลส่งถึงความรู้สึกของชาวไทยพุทธซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยในพื้นที่ชายแดนใต้ ทำให้ตกอยู่ในความหวาดกลัว ถูกกดดันในการดำรงชีวิต ทั้งเรื่องการประกอบอาชีพเกษตรกร หรือแม้กระทั่งรู้สึกเหมือนถูกขับไล่ให้ออกจากพื้นที่ รวมถึงภาระหนักหน่วงของหน่วยงานรับผิดชอบ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการด้านความมั่นคง ที่ต้องหันกลับมาให้ความสำคัญประเด็นนี้อย่างเร่งด่วน และการเรียกร้องหา “สำนึก” จากผู้ลงมือกระทำการครั้งนี้

ประเด็นที่น่าหวั่นกลัวเป็นยิ่ง คือ เรื่องของความรู้สึก ความหวาดระแวง ระหว่างพี่น้องพุทธ-มุสลิม ในพื้นที่ซึ่งอาจจะถ่างกว้างออกไปหากต่างไม่เปิดใจ ก่อกำแพงอคติของคนต่างศาสนาซึ่งต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

ทันทีที่เกิดเหตุการณ์การวางทุ่นระเบิดในสวนยาง “เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ” ได้เร่งออกแถลงการณ์ประณามการก่อเหตุอย่างโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมทันที โดยตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดเป็นชาวไทยพุทธในพื้นที่สวนยางที่ชาวบ้านประกอบสัมมาอาชีพตามปกติ การกระทำดังกล่าวอาจมีเจตนาแอบแฝง ไม่ใช่แต่เพียงสร้างความเดือดร้อนเสียหายแกชาวพุทธในพื้นที่ซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อย แต่ยังอาจหมายถึงการสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชนในพื้นที่เพื่อหวังผลในการสร้างความเกลียดชังทางชาติพันธุ์ต่อกัน จึงขอประณามการก่อเหตุที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม พร้อมมีข้อเสนอให้ 1.กลุ่มผู้ก่อการ หรือกลุ่มใดๆ ควรยุติการกระทำอันโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมต่อพลเรือน 2.กลุ่มผู้ก่อการ หรือกลุ่มใดๆ ควรยุติการใช้ทุ่นระเบิดต่อการสังหารบุคคลและยุติการโจมตีพลเรือนทันที “การวางทุ่นระเบิดบนพื้นที่ปลูกยางพาราและเส้นทางที่ชาวบ้านใช้เป็นสิ่งที่โหดร้าย” และ 3.กลุ่มผู้ก่อการ หรือกลุ่มใดๆ ควรปฏิบัติตามสนธิสัญญาห้ามทุ่นระเบิดในปี พ.ศ. 2540 ซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเมื่อปี พ.ศ. 2544 ห้ามมิให้มีการสังหารหมู่ เนื่องจากไม่สามารถแยกแยะระหว่างพลเรือนและพลรบ

ต่อมา สมาคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ ออกแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรง เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนคำนึงและปฏิบัติเรื่อง 1.ผู้ที่ก่อเหตุและกลุ่มคนที่สนับสนุนความรุนแรงที่เกิดต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ต้องยุติการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และยุติการใช้วัตถุระเบิดในเขตพื้นที่สาธารณะโดยทันที 2.เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องเร่งดำเนินการสืบสวน และสอบสวน เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีและลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเร่งด่วน 3.ขอให้ทุกภาคส่วนหาทางปกป้องดูแลประชาชนผู้บริสุทธิ์หรือกลุ่มเป้าหมายอ่อนแอ ตลอดจนมีมาตรการรักษาความปลอดภัยในเขตพื้นที่ชุมชนและพื้นที่สาธารณะอย่างเคร่งครัด 4.รัฐบาลจะต้องให้การดูแลรักษาพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ การเยียวยาผู้เสียหาย และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้เป็นมาตรฐาน เพื่อให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรม โดยการให้หลักประกันว่าจะให้ความเป็นธรรมและเยียวยากับทุกฝ่าย ทั้งในรูปเงินช่วยเหลือ การฟื้นฟู เยียวยาด้านจิตใจ และการช่วยเหลืออื่นๆ

เมื่อเหตุ “ทุ่นระเบิด” ยังคงปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) จึงออกแถลงการณ์ขอให้คู่สงครามคำนึงถึงหลักกฎหมายมนุษยธรรมสากล และเรียกร้องให้คู่สงครามใช้ปฏิบัติการทางการทหารภายใต้กฎกติกาสงคราม (IHL) และอนุสัญญาออตตาวา อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลกรณีการใช้ทุ่นระเบิด เพื่อนำมาซึ่งข้อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรม และมีส่วนร่วมผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาปาตานีโดยแนวทางทางการเมืองโดยใช้สันติวิธี ข้อเสนอ คือ 1.หยุดปฏิบัติการในลักษณะที่ละเมิดมนุษยธรรมขั้นร้ายแรงในภาวะสงครามและผิดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (international Humanitarian Law) 2.ขอให้รัฐไทยและขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี (BRN) ที่เป็นคู่สงครามหลัก ทบทวนการปฏิบัติการทางการทหาร โดยเฉพาะในกรณีการใช้ทุ่นระเบิดในการสังหารพลเรือน ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาและเป็นผลให้พลเรือนได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติการ และขอให้เข้าสู่การแสวงหาทางออกความขัดแย้งด้วยแนวทางทางการเมือง เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดแก่พลเรือน 3.คู่สงครามต้องพิจารณายกระดับการปกป้องพลเรือนในมาตรฐานที่สูง รวมถึงแสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรมในการดำเนินกระบวนการสันติภาพตามมาตรฐานสากล

ขณะเดียวกัน แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรื่อง ประณามการวางกับระเบิดในพื้นที่สวนยางพาราจังหวัดยะลาที่มีผลต่อ “ผู้บริสุทธิ์” พร้อมกับพุ่งตรงถึงการกระทำครั้งนี้ว่า เป็นการหวังผลทำลายล้างโดยไม่เลือกกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งประชาคมโลกไม่เห็นด้วยและประณามการกระทำในลักษณะดังกล่าว ส่งผลให้มีการจัดทำอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ค.ศ.1997 หรือ อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี

ในส่วนฝ่ายความมั่นคง นอกจากเร่งสอบสวนเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว ได้ออกมาแจ้งเตือนพี่น้องชาวสวนยางพารา “ให้ระวัง ! ผกร. วางระเบิดชนิดเหยียบ” โดยให้สังเกตและจดจำ พื้นที่ เส้นทาง ร่องรอยการขุดและกลบ กองหญ้า กองหิน กิ่งไม้ขวางทาง เศษสายไฟ เศษเทปพันสายไฟ ท่อโลหะ สิ่งผิดปกติ หรือพบบุคคลแปลกหน้าในพื้นที่

ล่าสุด ดูเหมือนเหตุ “วางทุ่นระเบิดในสวนยาง” เงียบหายทิ้งระยะห่างไปบ้าง แต่ชาวบ้านในพื้นที่เองยังคงรู้สึกหวาดกลัว เพราะไม่มีหลักประกันใดๆ ที่จะยืนยันได้ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ขณะย้อนไปพิจารณาสิ่งที่เป็นขอเรียกร้องของเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ คือ 1.ให้นักสิทธิมนุษยชน ลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมรับข้อร้องเรียนโดยด่วน 2.ให้รัฐบาล และคู่พูดคุย เร่งดำเนินงานให้กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการพูดคุยทั้งสองฝ่าย เข้าร่วมกระบวนการพูดคุยโดยด่วน 3.ให้องค์กรภาคประชาสังคม ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการกระทำอันโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมต่อพลเรือน 4.หน่วยงานของรัฐ และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการป้องกันและปกป้องไม่ให้การกระทำดังกล่าวเกิดซ้ำ โดยการสร้างพื้นที่การพูดคุยระหว่างกัน เพื่อเป็นการลดอคติต่อกัน และ 5.รัฐเร่งนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ชีวิตชาวสวนยางหรือประชาชนผู้บริสุทธิ์ เสมือนเดินดุ่มอยู่บนรอยต่อของความรุนแรงสูญเสีย ตราบเท่าที่ต้นตอของเหตุการณ์ คือ ผู้ก่อเหตุและกลุ่มคนที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังความรุนแรงโดยใช้ “ทุ่นระเบิด” ยังคงลอยนวล หรือเท่าที่ปัญหา “ไฟใต้” ยังเกิดขึ้นแบบเวียนวนเป็นเส้นกราฟยากจักหาข้อยุติ