พฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนในปัจจุบัน มักเน้นรสชาติที่ถูกปาก โดยเฉพาะรสหวาน มัน เค็ม ส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากขาดการควบคุมและบริโภคเกินพอดี

นพ.อนุสิทธิ์ ทัฬหสิริเวทย์ อายุรแพทย์หัวใจ รพ.หัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า อาหารไทยมีครบทุกรส ทั้งหวาน มัน เค็ม เผ็ด เปรี้ยว รสชาติที่ชวนกินจึงนำไปสู่ความเสี่ยงในการบริโภคเกินพอดี

1.หวานไปไม่ดี แม้น้ำตาลจะมีหลายชนิด แต่ให้พลังงานไม่ต่างกันคือประมาณ 4 กิโลแคลอรี่ต่อกรัม หากบริโภคมากเกินไป จะทำให้น้ำตาลในเลือดสูง เกิดแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้นได้ในที่สุด

ควรกินน้ำตาลให้น้อย เฉลี่ยไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (24 กรัม) เลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากกว่าร้อยละ 5 สังเกตได้จากฉลากข้างขวด ทานผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย ของหวานหลังมื้ออาหารควรหวานน้อยและสลับกับผลไม้

2.มันมากโรคถามหา ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงานสูงถึง 9 กิโลแคลอรี่ มากกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน หากกินมากเกิน นอกจากจะอ้วนยังนำไปสู่โรคเรื้อรังได้ โดยเฉพาะไขมันทรานส์ในเนยขาว เนยเทียม เบเกอรี่ ฯลฯ

ควรกินไขมันให้น้อยไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (30 กรัม) ทานเนื้อสัตว์ไม่มีหนัง ไม่ติดมัน ไม่เกิน 9 ช้อนโต๊ะต่อวัน เลี่ยงอาหารทอด งดอาหารมีไขมันทรานส์ เช่น เค้ก ครีมเทียม ป๊อปคอร์น แฮมเบอร์เกอร์ ฯลฯ

3.เค็มมากร่างพัง เมื่อทานเกลือจะอยากทานน้ำ พอทานน้ำเข้าไปรวมเป็นน้ำเกลือก็จะเพิ่มปริมาณเกลือแร่ในเลือด ส่งผลให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ หนักขึ้น อาจเกิดภาวะหัวใจโต นำไปสู่หัวใจล้มเหลวได้

เค็มเกินไป ทำให้เป็นความดันโลหิตสูง นำไปสู่ภาวะเส้นเลือดในสมองแตกหรืออัมพาตได้ ที่น่ากลัวคือ เมื่อโซเดียมมากเกิน ร่างกายอาจไม่แสดงอาการ แต่จะทำลายอวัยวะต่างๆ ไปเรื่อยๆ ควรกินไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา งดเติมน้ำปลาพริก

สิ่งสำคัญคือ ปรับพฤติกรรม ลดกินหวาน มัน เค็ม การตรวจเช็กสุขภาพหัวใจก็สำคัญ หากรู้ว่าตนเองมีปัจจัยเสี่ยง ไม่ควรชะล่าใจ ควรตรวจคัดกรองโรคหัวใจเช็กความแข็งแรงของหลอดเลือด

ยิ่งถ้ามีปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมยิ่งควรใส่ใจตรวจเช็กหัวใจทุกปี เพื่อห่างไกลโรคหลอดเลือด