มธ.พัฒนาไกก้อน-มาริโมะเมืองไทย นวัตกรรมสาหร่ายทรงกลมพันธุ์ไทย พร้อมคุณสมบัติช่วยดูดซับสารเคมีในแหล่งน้ำในกลุ่มของโลหะหนัก ฟอสเฟต และไนเตรต ซึ่งล้วนแล้วก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงสามารถใช้ตกแต่งตู้ปลา และเป็นอาหารของสัตว์ โดยไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างในสิ่งแวดล้อม คาดหวังภาครัฐ หนุนการผลิตไกก้อนช่วยเร่งฟื้นฟูแหล่งน้ำให้มีคุณภาพและสะอาดยิ่งขึ้น

รศ.ดร.สุเปญญา จิตตพันธ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพของสาหร่ายและแพลงก์ตอน กล่าวว่า ทีมนักวิจัยใช้ระยะเวลากว่า 1 ปี คิดค้นและพัฒนาไกก้อน มาริโมะเมืองไทย นวัตกรรมสาหร่ายทรงกลมพันธุ์ไทย ที่ได้รับการดัดแปลงรูปแบบจาก 2 องค์ประกอบสำคัญ คือ เซลล์สาหร่ายไกในระยะพัก (Resting Stage) และสารขึ้นรูป (Alginate) มาทำปฏิกิริยา และสร้างโครงข่ายร่วมกันในอัตราส่วนที่เหมาะสม และขึ้นรูปเป็นทรงกลม พร้อมบรรจุขวดทดลอง และบิกเกอร์ ที่มีอาหารเลี้ยงเชื้อสาหร่าย ขนาด 250 และ 500 มิลลิลิตร ขึ้นกับขนาดของบอลสาหร่าย จากนั้นตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิ และมีแสงสว่างเหมาะสม เพียง 2-3 สัปดาห์ สาหร่ายจะจับตัวเป็นก้อนกลม และมีขนยาวสวยพร้อมใช้งานทันที

สำหรับสาหร่ายไก (Cladophora) เป็นสาหร่ายน้ำจืดสีเขียวสายพันธุ์ไทย ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและสามารถพบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำจืด ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำไหลและน้ำนิ่ง ในระดับความลึกไม่เกิน 1 เมตร โดยมีลักษณะเป็นเส้นสายขนาดยาว มีผิวสัมผัสลื่น จับตัวกันเป็นแพสีเขียว ส่วน "ไกก้อน" เป็นการต่อยอดจุดเด่นของสาหร่ายไก ให้เป็นพืชน้ำรูปแบบใหม่ที่สามารถดูดซับสารเคมีในแหล่งน้ำ ควบคู่ไปกับใช้ตกแต่งตู้ปลา และเป็นอาหารของสัตว์น้ำขนาดเล็ก ที่สามารถปรับตัวเข้ากับในสภาพอากาศของไทยได้เป็นอย่างดี

จากการศึกษาวิจัยพบว่ามีศักยภาพทั้งในแง่ของการเป็นตัวช่วยดูดซับสารเคมีในแหล่งน้ำ และแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ดังนั้น หากผลการทดสอบและพัฒนาประสิทธิภาพเรียบร้อยแล้ว ไกก้อนจะสามารถดูดซับสารเคมีที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ จากทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร อาทิ ไนเตรต ฟอตเฟส รวมถึงโลหะหนักบางชนิด โดยไม่กระทบสัตว์น้ำ หรือทิ้งสารพิษตกค้างเพิ่มเติมในสิ่งแวดล้อม

ด้านนายราเมศ จุ้ยจุลเจิม นักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ ทีมวิจัยนวัตกรรมสาหร่าย ไกก้อน มาริโมะเมืองไทย กล่าวเสริมว่า ไกก้อนมีประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก หากได้รับการพัฒนาและผลิตให้มีปริมาณเพียงพอต่อแหล่งน้ำเสีย จะสามารถช่วยบำบัดและฟื้นฟูแหล่งน้ำให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น และยกระดับสาหร่ายไกสู่พืชเศรษฐกิจ ที่สร้างรายได้มหาศาลแก่ประเทศไทยได้ในอนาคต ทั้งนี้ ในอนาคตเตรียมพัฒนาคุณสมบัติการดูดซับสารเคมีให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์

รศ.ดร.สมชาย ชคตระการ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า คณะวิทย์เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาสังคมในทุกมิติ จึงมีนโยบายส่งเสริมกระบวนการเรียนการสอนแบบบูรณาการ เพื่อบ่มเพาะทักษะให้แก่นักศึกษา ผ่านภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) และใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) สู่งานวิจัยที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่สามารถช่วยแก้ปัญหา และยกระดับคุณภาพสังคมไทย ได้หลากหลายด้าน อาทิ นวัตกรรมถุงห่อชมพู่ หวานแน่ กรอบนาน เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพชมพู่ส่งออกให้มีสีแดงสม่ำเสมอ เนื้อแน่นกรอบ และรสชาติหวานขึ้นถึง 40 % นวัตกรรมขี้เส้นยางพารา เพื่อสร้างรายได้เพิ่มแก่ชาวสวนยาง และลดการนำเข้าคาร์บอนจากต่างประเทศในการพัฒนาเหล็กกล้า ฯลฯ ทั้งนี้ งานวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์ฯ มธ. ล้วนมีศักยภาพในการใช้งานได้จริง และต่อยอดได้ในเชิงพาณิชย์ อันสะท้อนยุทธศาสตร์คณะในการพัฒนานักศึกษา สู่นักวิทย์คิดประกอบการ (SCI+BUSINESS) อย่างแท้จริง