ปฏิบัติการเขย่ารังแตนจากฝีมือของ"แกนนำพรรคเพื่อไทย" ด้วยการออกมาระบุถึง "แผนลึก แต่ไม่ลับ" ว่าเวลานี้มีการส่ง "ขุนทหาร" ลงมาร่วมด้วยช่วยกันกับ "กลุ่มสามมิตร" เพื่อออกแรง"ดูด" อดีต ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย

ได้กลายเป็น "ประเด็นร้อน" ที่กดดันให้ "บิ๊ก คสช." ตั้งแต่หัวขบวนไปจนถึงแม่ทัพนายกอง ต้องออกมา "ชี้แจง"นั้นดูเหมือนว่า จะเป็นเกมที่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจไม่น้อย !

เพราะไม่ว่า "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่ถูกพาดพิงมาโดยตลอด ไปจนถึง "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะออกมาปฏิเสธอย่างแข็งขันก็ตาม แต่สิ่งที่พรรคเพื่อไทยคาดหวังที่จะได้เห็นคือการปลุกสังคมให้หัน

มาจับตามอง

แต่ถึงกระนั้น ภายใต้ปฏิบัติใช้พลังดูด จากขั้วอำนาจ ที่ถูกระบุว่าเชื่อมโยงกับ คสช. ไม่ว่าจะเป็น "กลุ่มสามมิตร" หรือ "พรรคพลังประชารัฐ" อาจมีภาพสะท้อนความเป็นจริงที่น่าสนใจว่าเหตุใดจึงต้องมีการใช้บริการจากกลไกของกองทัพ เข้ามาเสริมทีมกันอีก ?

จะเป็นเพราะปฏิบัติการของกลุ่มสามมิตรที่เคยประกาศ "ตัวเลข" อดีตส.ส.ที่เตรียมออกจากพรรคเพื่อไทย แล้วมาอยู่ใต้ชายคาพรรคพลังประชารัฐ

จำนวนหลายสิบคนนั้น จะเป็นเพียงแค่ราคาคุยเท่านั้น หากแต่การตัดสินใจครั้งสุดท้าย ของบรรดานักการเมืองยังไม่เกิดขึ้นจริง

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงรายการ"ข่มขวัญ" ระหว่างนักการเมืองด้วยกันเองใช่หรือไม่ ?

หรือเป็นเพราะฝ่าย คสช.เอง ยังไม่มีความมั่นใจต่อฝีไม้ลายมือการดูดของกลุ่มสามมิตร มากพอจนทำให้มั่นใจได้ว่าชัยชนะจะอยู่ในมือของฝ่ายตนเองในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ จึงจำเป็นต้องมี "ตัวช่วย" ที่ไว้วางใจกันได้ นั่นคือกลไกจากกองทัพ ที่มีมือไม้กว้างไกล และลงลึกไปถึงประชาชนได้ทุกหย่อมหญ้า

และถ้ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการดึงกองทัพมาเป็นเครื่องมือเป็นกลไกเพื่อเสริมมาตรการดูดอดีต ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยในภาคอีสาน รวมทั้งยังมีข่าวว่ากำลังจะลามไปที่ภาคกลางแล้วนั้น ก็ต้องไม่ลืมว่า แท้จริงแล้ว คสช.และรัฐบาล ยังมีกลไกทางราชการอยู่ในมืออีกไม่น้อย นั่นคือการใช้แผนการเล่นผ่าน "กระทรวง" ที่เกี่ยวข้อง โยงใยกับคนจำนวนมากทั้งข้าราชการ ไปยังประชาชน

อย่างไรก็ดีโอกาสที่ คสช. จะใช้ออปชั่นเสริม เพื่อเพิ่มแรงดูดควบคู่ไปกับการทำงานของกลุ่มสามมิตร ที่กำลังเดินสายประสานสิบทิศกับบรรดาอดีตส.ส.ของพรรคการเมืองฝั่งตรงข้าม ที่มีแนวโน้มว่าอาจจะไม่ได้พุ่งเป้าไปเฉพาะ ภาคอีสานซึ่งมีพรรคเพื่อไทยเป็นแชมป์เก่าเท่านั้น

แต่อาจกลายเป็นความจำเป็นที่ทั้งกลุ่มสามมิตร ตลอดจนกลไกในมือของรัฐบาลเองต้องมองหา "ที่หมายใหม่"เพื่อสำรองเอาไว้หากปฏิบัติการดูดในพื้นที่ภาคอีสาน ดึงคนจากพรรคเพื่อไทยไม่สำเร็จไปตามเป้าหมายได้จริง

ส่วนจะกระทบชิ่งไปยังพรรคการเมืองใด พรรคพันธมิตร พรรคฝ่ายตรงข้าม มากน้อยแค่ไหนนั้น ยังต้องรอพิสูจน์ฝีมือบรรดากลไกทั้งทางการเมือง และกลไกรัฐ นั่นเอง !