เหลืออีกด่านเดียวเท่านั้นสำหรับพลพรรค “ตราไก่” ฝรั่งเศส ก็จะไปถึงฝั่งฝัน คว้าถ้วยแชมป์โลกสมัยที่ 2 หลังจากรอคอยมา 20 ปีเต็ม นับตั้งแต่หนแรกที่ได้ครอบครองในปี 1998 ที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ

ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2006 ที่เยอรมนีเป็นเจ้าภาพ ขุนพล “ตราไก่” เคยเฉียดใกล้เกือบจะได้ชูถ้วยแชมป์ แต่ต้องพบกับผิดหวังอย่างแรงหลังพ่าย “อัซซูรี” อิตาลี ไปหวุดหวิด 0-1 ในนัดชิงชนะเลิศ พร้อมฉากจบที่ไม่ค่อยสวยนักของตำนานอย่าง ซิเนอดีน ซีดาน

มาครั้งนี้ ทีมชาติฝรั่งเศส ภายใต้การคุมทัพของ “เดเด้” ดิดิเยร์ เดส์ชองป์ส อดีตขุนพลชุดแชมป์โลกประวัติศาสตร์ของทัพ “ตราไก่” ถูกยกให้เป็นหนึ่งในตัวเต็งอันดับต้นๆ ด้วยขุนพลระดับหัวกะทิเต็มทีม

โดยเฉพาะแนวรุกที่ครบเครื่อง ทำประตูได้เด็ดขาดและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ลูกนิ่ง ลูกยิงไกล ลูกเข้าทำ ลูกสวนกลับเร็ว ที่นำโดยดาวรุ่งพุ่งแรงวัยแค่ 19 ปีอย่าง คิเลียน เอ็มบัปเป รวมทั้ง แบลส มาตุยดี, อองตวน กรีซมันน์ และ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ แถมยังมีอะไหล่ชั้นดีอย่าง อุสมาน เดมเบเล และ นาบิล เฟคีร์ ที่เมื่อได้โอกาส ก็สามารถสร้างความแตกต่าง และเล่นได้ในระดับมาตรฐานใกล้เคียงกัน

นอกจากนั้น ฝรั่งเศส ชุดนี้ยังมีเกมรับที่มั่นคง นำโดยสองมิดฟิลด์ตัวตัดเกมชั้นยอดอย่าง เอ็นโกโล ก็องเต และ ปอล ป็อกปา รวมทั้งแผงแบ็กโฟร์ที่แข็งแกร่ง แถมเติมเกมรุกได้ดีอย่าง เบนจามิน ปาวาร์, ราฟาเอล วาราน, ลูคัส เอร์นานเดซ และ ซามูเอล อุมติตี ฮีโร่ในรอบตัดเชือก โดยมี อูโก ญอริส ยืนเป็นปราการด่านสุดท้าย

นอกเหนือจากขุมกำลังที่ยอดเยี่ยมแล้ว ฝรั่งเศส ชุดนี้ยังแสดงความเขี้ยวให้เห็นชัดเจน เมื่อไม่ได้เล่นสวยงามหรือหวือหวาอะไรมาก แต่เน้นทำตามเป้าหมายให้ลุล่วง โดยคอยโอกาสฉกฉวยความผิดพลาดของคู่แข่ง ก่อนใช้การโจมตีอย่างเด็ดขาด

นอกจากความเขี้ยวแล้ว โชคของฝรั่งเศส ยังมีให้เห็นมาตลอด นับตั้งแต่ได้จุดโทษจาก VAR ในเกมแรกกับ ออสเตรเลีย หรือลูกยิงแฉลบเป็นประตูของ ป็อกบา ก็ได้จากกฎโกลไลน์พอดี รวมถึงในเกมกับ อาร์เจนตินา ก็มีความโชคดี ที่ฮอร์เก้ ซัมเปาลี ไม่ส่งตัวจี๊ดอย่าง เปาโล ดิบาลา และ กอนซาโล อิกวาอิน ลงมา แต่เลือกใช้งาน เมซา กับ ปาวอน หรือเกมกับ อุรุกวัย ในรอบ 8 ทีม เอดินสัน คาวานี ที่ยิงคนเดียวสองประตูใส่ โปรตุเกส ก็ดันเจ็บพอดี จนลงช่วยทีมไม่ได้ จึงทำให้ ฝรั่งเศส เอาชนะได้อย่างไม่ยากทั้งสองเกม

อย่างไรก็ตาม คงต้องยกเครดิตให้กับกุนซืออย่าง “เดเด้” ที่อ่านจุดอ่อนของคู่แข่งได้อย่างยอดเยี่ยม โดยรู้ว่าจะต้องตั้งรับอย่างไร โจมตีตรงไหน อีกทั้งยังเน้นเมื่อได้ฟรีคิก ซึ่งเป็นแท็กติกที่ซ้อมกันมาเป๊ะ และใช้ได้ผลจนถึงรอบตัดเชือก

ส่วนในรอบชิงชนะเลิศ ไม่ว่าจะเจอใคร ถ้าฝรั่งเศสฟอร์มแบบนี้ ก็คงยากที่จะหยุดพวกเขาก้าวไปเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกในครั้งนี้