หากกล่าวกันตามสำนวนไทย ก็ต้องบอกว่า “ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก”

สำหรับ สถานการณ์การเผชิญหน้าด้วยความถมึงตึงเครียดระหว่าง “สหรัฐอเมริกา” ฉายา “พญาอินทรี” กับ “จีนแผ่นดินใหญ่” สมญานาม “พญามังกร” ซึ่งเป็นสองชาติมหาอำนาจโลกแห่งยุค

เพราะเพิ่งเกิดพิพาทกันหลัดๆ ด้วยฉากแห่ง “สงครามการค้า” เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ในมาตรการเพิ่มการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนแผ่นดินใหญ่ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้พญามังกรจีนต้องโกรธจัด จนเตรียมออกมาตรการที่จะมาตอบโต้ด้วยความเดือดดาล

ถึงขนาดทางการปักกิ่ง ออกแถลงการณ์ตำหนิประณามสหรัฐฯ ว่า เป็นผู้ก่อสงครามทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ กันเลยทีเดียว

ทว่า ควันแห่งไฟพิพาทจากศึกการค้ายังฟุ้งตลบ ปรากฏว่า พญาอินทรี ก็ได้มีทายท้าพญามังกร แบบเติมดีกรีเดือด พร้อมส่อแววละเลงเลือดได้ทุกเมื่อกันอีกระลอก

ด้วยการส่ง “กองเรือรบ” ระดับ “เรือพิฆาต” จำนวนถึง 2 ลำ เข้ามาตระเวนเพ่นพ่านใน “ช่องแคบไต้หวัน” อันเป็นน่านน้ำช่องทางผ่านระหว่าง “จีนแผ่นดินใหญ่” กับ “ไต้หวัน” จีนสองฟากฝั่งช่องแคบข้างต้น ที่แยกตัว แตกประเทศออกไป เมื่อปี 2492 หลังสัประยุทธ์ของสองขั้วข้าง คือ “จีนคณะชาติ” กับ “จีนคอมมิวนิสต์” ในฉากของ “สงครามกลางเมือง” บนแผ่นดินใหญ่ ก่อนที่ “จีนคณะชาติ” หรือ “ก๊กมินตั๋ง” ต้องระเห็จข้ามช่องแคบไปตั้งรกรก สร้างบ้านแลงเมืองบนเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียกว่า “ไต้หวัน” มีระบอบการเมืองการปกครอง และบริหารประเทศ เป็นเอกเทศจากจีนแผ่นดินใหญ่

ทั้งนี้ แม้ว่าที่ผ่านมา “จีนแผ่นดินใหญ่” พยายามส่งเสียงร้องแรกแหกกระเฌออย่างเอ็ดตะโรว่า “ไต้หวัน” เป็นมณฑลหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ความจริง ก็คือความจริงว่า ไต้หวัน แยกต่างหากจากจีนแผ่นดินใหญ่ มีเอกราช อธิปไตย เป็นของตนเอง

กล่าวถึง เรือพิฆาตทั้งสองลำ พร้อมขบวนเรือติดตามอีกจำนวนหนึ่งจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ส่งเข้ามาแล่นในช่องแคบไต้หวันหนนี้ ก็มีขึ้นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อเนื่องถึงต้นสัปดาห์นี้ ได้แก่ “ยูเอสเอส มัสติน” และ “ยูเอสเอส เบนโฟลด์”

สมรรถนะประสิทธิภาพของเรือพิฆาตบัดดีสองคู่หูนี้นั้น “ยูเอสเอส มัสติน” มี “ขีปนาวุธนำวิถี” เป็นอาวุธมหาประลัยคู่เรือที่สำคัญ

ส่วน “ยูเอสเอส เบนโฟลด์” สมรรถนะแจ่มแจ๋วยิ่งไปกว่านั้น ด้วยระบบอาวุธทั้งในแบบ “ต่อต้านอากาศยาน” และ “ต่อต้านเรือดำน้ำ” ถูกติดตั้งอยู่บนเรือพร้อมสรรพ พร้อมต่อกรประจันบานกับเหล่าปัจจามิตร ทั้งบนน้ำ ใต้น้ำ และมาจากทางอากาศ ได้ทุกรูปแบบ

โดยการมาของสองเรือพิฆาตคู่นี้ บรรดาผู้สันทัดกรณีก็ล้วนบอกว่า เป็น “ครั้งแรกในรอบปี” ที่ได้มาตระเวนย่านในช่องแคบไต้หวัน ซึ่งมีน่านน้ำเจ้าปัญหาขวางกั้นต่อสองจีนคู่ชาติปรปักษ์ แม้ว่าตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรือรบของสหรัฐฯ แล่นเข้ามาในเขตนี้เป็นประจำกันทุกปีก็ตาม

ทาง “กัปตัน ชาร์ลี บราวน์” โฆษกแห่งกองเรือแปซิฟิกแห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ กล่าวว่า ทั้ง “ยูเอสเอส มัสติน” และ “ยูเอสเอส เบนโฟลด์” ที่แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันครั้งนี้ มิได้มีความหมายว่าเพื่อซ้อมรบทางการทหารแต่ประการใด โดยเป็นการตระเวนมาเป็นประจำกันอยู่แล้ว ซึ่งมิใช่แต่เฉพาะช่องแคบไต้หวันแห่งนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงน่านน้ำในทะเลจีนใต้ และทะเลจีนตะวันออกด้วย สำหรับ การแล่นผ่านช่องแคบดังกล่าว เรือพิฆาตทั้งสองลำก็สัญจรในน่านน้ำสากล

ทั้งนี้ การออกมาเปิดเผยของโฆษกแห่งกองเรือแปซิฟิกแห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ ข้างต้น ก็เป็นการ “ตีกัน” มิให้ทางการจีนแผ่นดินใหญ่ แสดงปฏิกิริยาตอบโต้ต่อสหรัฐฯ จากกรณีที่เกิดขึ้นได้อย่างถนัดถนี่

อย่างไรก็ดี บรรดานักวิเคราะห์ ล้วนแสดงทรรศนะฟันธงตรงกันเป็นเสียงเดียวว่า “งานนี้มีโต้” จากพญามังกรจีนแผ่นดินใหญ่อย่างแน่นอน แต่จะตอบโต้กันแบบไหน รุนแรงเพียงใด ก็ต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวจากทางพญามังกรจีนกันอีกที เพราะนอกจากความเป็นไม้เบื่อไม้เมาที่รุนแรงขึ้นระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวันในยุคของ “ประธานาธิบดีหญิง ไช่ อิง-เหวิน” แล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ ก็ถือเป็นอีกครั้งที่ทางการปักกิ่งถูกทายท้าลูบคม ภายหลังจากช่วงเดือนมิถุนายนก่อนหน้า ทางการสหรัฐฯ ก็ได้เปิด “สถาบันอเมริกันในไต้หวัน” หรือ “เอไอที” อันเปรียบได้กับ “สถานทูตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำไต้หวัน” ในกรุงไทเป จนสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงแก่จีนแผ่นดินใหญ่ในห้วงเดือนที่ผ่านมากันมารอบหนึ่งแล้ว ต่อด้วยแผนการที่สหรัฐฯ จะขายอาวุธสงครามอีกลอตใหญ่ให้แก่ไต้หวัน เช่น ยานรบหุ้มเกราะ หรือรถถัง แบบ “เอ็ม1เอ2 อับรามส์” เป็นอาทิ ก็ยิ่งสร้างอาการโกรธเกรี้ยวโกรธาต่อพญามังกรแบบทับทวีพร้อมเติมดีกรีเดือดให้โลกได้ประหวั่นกันทุกเมื่อ