ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

ติดตามพรรคการเมืองเก่าและพรรคการเมืองใหม่ ที่เกิดขึ้นและกำลังพัฒนาไปในช่วงนี้ มีเรื่องที่น่าวิตก และ เรื่องที่น่ายินดี ควบคู่กันไป ขณะเดียวกัน ก็มีข้อเสนอแนะ

1.พรรคการเมืองเก่า

1) เรื่องที่น่าวิตก

1.1 สำหรับพรรคการเมือง ยังไม่คิดถึง การปฏิรูปพรรคการเมืองจาก พรรคผู้นำ มาเป็นพรรคของประชาชน เพราะ “กรอบคิดแคบ และ ไม่พัฒนา” ไม่เห็นความสำคัญและความจำเป็นยังคงยึดกับมโนคติและจริตทางการเมือง ที่ครอบงำความคิดของพรรค นักการเมือง และประชาชนเอา “ผู้นำ” เหนือ ประชาชน เอา “บุคคล” ที่โด่ดเด่นของพรรค มาแทน หลักการที่ถูกต้องชอบธรรม และ ออกจะกล่าวอ้างว่า “ประชาชน” เขาไม่สนใจ เขาเชื่อและศรัทธาผู้นำของพรรคอยู่แล้ว ซึ่งก็ดูเหมือนจะจริง แต่นั่นคือ การไม่พัฒนา การไม่สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน ฉะนั้นสิ่งที่พวกนักการเมืองระดับผู้นำเสนอ จึงเป็นเรื่องของ กล่าวหาตรงไปยังรัฐบาล และคสช.ว่า “ต้องการครอบงำ และอยู่ในอำนาจต่อไป” และ “ การกล่าวหาพรรคคู่แข่ง เป็นรายวัน”ซึ่งมีทั้งเรื่องจริง และ ไม่จริง แต่ส่วนใหญ่ มักเป็นเรื่องไม่จริง เป็นข่าวเท็จ Fake News ฯลฯ

1.2 สำหรับประชาชนติดระบบอุปถัมภ์ ทำให้ตกเป็นเบี้ยล่างนักการเมือง ที่ให้ความคิดอคติ และข้อมูลเท็จอีกทั้งการขาดคุณภาพ ทำให้อ่อนแอด้านความคิด ต้องพึ่งพาข้อมูลจากนักการเมืองและนักวิชาการ ที่มีสังกัด มีอคติในความคิด ไม่เคารพความถูกต้อง ไม่เคารพประชาชน เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนที่ได้รับอีกทั้งสื่อก็ขาดจรรยาบรรณหรือ สื่อแปรสภาพเป็นสื่อเชิงธุรกิจการเมือง เป็นสื่อทุน มิใช่สื่อของประชาชน

2) เรื่องที่น่ายินดี

1.1 สำหรับพรรคการเมือง กำลังอยู่ในสภาวะทาง 2 แพร่ง ที่จะยึดติดระบบเดิม หรือ การเปลี่ยนแปลงใหม่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระบบเทคโนโลยี่และความรู้ใหม่ ที่จะทำให้ระบบการเมืองเก่าถึงทางตัน โดยมี 2 ทางเลือก คือ ปรับตัวใหม่ เข้าหาประชาชน และ การใช้เทคนิคการหลอกลวงที่เข้มข้นขึ้น อีกทั้งในเงื่อนไขใหม่ที่มีสภาพแลดล้อมใหม่ ที่สำคัญ คือ มีรัฐธรรมนูญใหม่ ที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนที่ดีขึ้น โดยเฉพาะ การก่อเกิด “ พรรคการเมืองของประชาชน “ ( Mass Party ) ที่จะได้รับการต้อนรับจากประชาชน
ทำให้ พรรคการเมืองเก่าต้องปฏิรูปตนเอง ให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการกำหนดพรรคมากขึ้น

1.2 สำหรับประชาชน เช่นเดียวกัน มีสองทางเลือก ที่จะอยู่ในระบบอุปถัมภ์ หรือ ออกมาสู่การพึ่งพาตนเอง ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาคุณภาพใหม่ ที่มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเอง แสวงหาข้อมูลและทางเลือกใหม่

2. พรรคการเมืองใหม่ ยังไม่มีข้อมูลมากนัก เพราะ ไม่ได้แสดงออกทางสาธารณ ยกเว้นบางพรรค แต่เมื่อมีการปลดล๊อคทางการเมือง ซึ่งคงเป็นหลังเดือนกันยายน ก็จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น

1) เรื่องที่น่ายินดี บางพรรคมี รูปแบบและเนื้อหาบางส่วน ที่เสนอทางออกและความหวังให้ประชาชน ชูความเป็นนักอุดมคติ ทั้งคนรุ่นเก่า และคนรุ่นใหม่ ที่อยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น เน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกมากกว่าพรรคการเมืองเก่า แต่ก็ยังไม่เด่นชัด
บางพรรค เน้นการใช้เทคโนโลยี่การสื่อสาร ประกอบกับ ผู้นำมีทุนของแม่ และหุ้นในสื่อฯ สนับสนุน

2) เรื่องที่น่าวิตก แต่เรื่องที่เป็นข้ออ่อน ที่เห็นจากกิจกรรมและข่าวที่ประชาสัมพันธ์ออกมา ซึ่งไม่ขอเอ๋ยชื่อพรรคการเมืองนั้น
บางพรรคหลักการดี แต่ห่างไกลจากสภาพที่เป็นจริงของสังคมไทย ติดกรอบคิดมาจากต่างประเทศ เพราะ ผู้นำ จบการศึกษาและติดกรอบคิดจากต่างประเทศ ไม่เข้าใจสภาพสังคม ขนบธรรมเนียบประเพณี วัฒนธรรม โดยเฉพาะ สถาบันหลักของสังคมไทย ที่มีคุณุปการต่อการคงอยู่และพัฒนาประเทศมาถึงทุกวันนี้ ดูไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมไทย และเป็นลักษณะการตัดตอนกระบวนการการเกิดขึ้นฯ

การมีอคติต่อสถาบันสำคัญของประเทศไทย โดยไม่ให้เหตุผลชี้แจง จึงมีลักษณะการกล่าวหามากกว่า การละเว้นไม่พูดถึง “ ความไม่ดีและข้ออ่อนใหญ่ของพรรคการเมืองเก่าฯที่มีความคิดบางเรื่องตรงกัน “เช่นการโกงกิน การหนีคดี การใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ทำให้ประชาชนเสียหาย ประเทศเกิดวิกฤต ซึ่ง เป็นลักษณะของพรรคการเมืองเก่า ที่มีสองมาตรฐาน และหวังประโยชน์ที่พรรคตนจะได้รับ
บางพรรค ที่ชูอุดมการณ์ของอดีตผู้นำพรรคการเมืองที่มีคุณธรรม เป็นจุดขายที่สำคัญของพรรค เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน วิ่งเข้าหาประชาชน ฯ ซึ่งแสดงถึงเจตนาที่ดี แต่ข้ออ่อนใหญ่ คือ มีผู้นำและคนทำงานน้อย ไม่พอต่องานใหญ่ในการเป็นพรรคการเมืองระดับประเทศ

ทำให้ ต้องอาศัยผู้นำแสดงบทบาทเดียว และบางเรื่องไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่แท้จริง ก็ต้องหันไปอาศัย “ กลุ่มบางกลุ่ม ที่เคลื่อนไหวในบางเรื่อง และอาศัยสื่อบางสำนักที่เน้นในเรื่องนั้น” ซึ่งกลุ่มที่ไปอาศัย มาเคลื่อนไหวทางสังคม และให้ความรู้กับประชาชน ก็ขาดความรู้จริงในเรื่องที่ทำ และทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับของ หน่วยงานและสถาบันฯ ที่มีความรู้ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ “การทำให้ประชาชนเข้าใจผิดหรือสับสนในข้อเท็จจริงในเรื่องที่พรรคนำเสนอ “ซึ่งกลุ่มเคลื่อนไหวนี้ แม้จะมีเจตนาที่ดี แต่การขาดความรู้จริง ทำให้การตรวจสอบภาครัฐ ผิดพลาดและจะก่อผลเสียหายต่อประชาชนและประเทศอย่างมากในอนาคต ที่จะตามมาและสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในทัศนะของประชาชน คือ “ ความผิดพลาดความไม่รับผิดชอบของพรรค” ที่นำเสนอนโยบายและสิ่งที่คลุมเครือ ไม่แจ่มชัด มิใช่นโยบายที่จะเป็นผลดีต่อประชาชนและประเทศซึ่งก็จะเป็นแบบพรรคการเมืองเก่า ที่ขาดความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนที่ก่อให้ประเทศเสียหาย

3. พรรคการเมืองของประชาชน ที่มีอุดมการณ์ แนวทาง นโยบาย ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ฯที่ดี โดยมีรูปแบบและเนื้อหาสอดคล้องกัน คือ การเน้นความเป็นเจ้าของและการมีส่วนร่วมของประชาชน

1) โดยมีหลักการในการเสนอต่อประชาชน 3 ประการ คือ

- การเสนอความจริง คือ เรื่องที่นำเสนอ เป็นความจริง ที่ได้ศึกษากลั่นกรองมาแล้วเป็นอย่างดี

- เสนอเรื่องที่ดี คือ เรื่องที่นำเสนอ เป็นเรื่องที่ดี ที่สอดคล้องกับสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน

- เรื่องที่มีประโยชน์ คือ เรื่องที่นำเสนอ เป็นเรื่องที่ประชาชนและประเทศชาติจะได้รับประโยชน์

2) หน้าที่ใหญ่ของพรรคการเมืองของประชาชน แบ่งตาม 3 ขั้นตอน ระยะผ่าน ซึ่ง มีความสัมพันธ์กัน มิได้แยกกัน คือ การทำในแต่ละขั้นตอน ก็จะต้องมีการพัฒนาเรื่องในขั้นต่อไปด้วย ในเรื่องของการสรรหาคน พัฒนาคน พัฒนาและสร้างองค์กร ในการสร้างพรรคและสร้างประเทศ

1.1 การแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นๆ ในช่วงของการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้มี สส. ในระดับที่แน่นอน

1.2 การพัฒนาการบริหารการจัดองค์กรพรรคให้มีความเป็นสถาบัน

1.3 การเตรียมความพร้อมในการบริหารประเทศ

3) สิ่งที่พรรคการเมืองจำเป็นต้องมีการแก้ไขอย่างรีบด่วน

1.1 การดำเนินการขั้นพื้นฐาน 3 ประการ

1) ปรับเปลี่ยนพื้นฐานทางกระบวนทัศน์

2) การฝึกฝนทักษะ และ

3) หล่อหลอมรากฐานทางวัฒนธรรมใหม่ที่แตกต่างไปจากแนวทางดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิงด้วย

1.2 การยึดกุมปัจจัยความสามารถใน 3 ประการ

1) สร้างความสามารถทางองค์กรของพรรค

2) สร้างความสามารถทางการเมืองของพรรค

3) สร้างความสามารถทางการปกครองของพรรค

1.3 การสร้างสำนึกทางการเมืองใหม่ ต้องผ่านอิทธิพลใหญ่ในสังคมไทย 3 ประการ

1) ลัทธิประชาธิปไตย (Democracy) เป็นกระแสหลักแล้ว

2) เศรษฐกิจตลาดเสรี (Free Market)

3) วัฒนธรรมปัจเจกนิยม (Individualism)

1.4 แนวทางการสร้างธรรมาภิบาลในพรรคการเมือง

1) เปลี่ยนการพึ่งพา เป็นอิสระ ทำให้เกิดความหลากหลายของภาคี (plurality)

2) เปลี่ยนความแตกต่าง – สูงต่ำ เป็นความเท่าเทียม – เสมอกัน

3) เปลี่ยนการกีดกันออกสู่วงนอก เป็นการหลอมรวมเข้าสู่วงใน

4) เปลี่ยนการมีผู้เสีย เป็นการมีแต่ผู้ได้

5) เปลี่ยนการแยกส่วน เป็นการรวมส่วน

6) เปลี่ยนการเชื่อคน เป็นการเชื่อระบบ

7) เปลี่ยนผู้เสพย์ เป็นผู้สร้าง

8) เปลี่ยนอำนาจ เป็นเหตุผล

9) เปลี่ยนการผูกขาด เป็นการแข่งขัน

10) เปลี่ยนการรวมศูนย์ เป็นการกระจาย

11) เปลี่ยนผู้กำหนด เป็นผู้ตอบสนอง

1.5 สำนึกการเมืองใหม่ เป็นความคาดหวังต่อระบบการเมืองของคนใน 3 ลักษณะที่สำคัญ

1) ความเป็นเจ้าของอำนาจของประชาชนเองเหนือกว่าผู้แทน (Sense of Belongings)

2) การสนองความพึงพอใจจากบริการหรือสินค้าทางการเมือง (Sense of Political Utilities)

3) การเป็นเจ้าชีวิตของตนเองที่สามารถกำหนดชะตากรรมและแสวงหาคุณภาพชีวิตของตนเอง (Sense of Determination)