ดร.วิชัย พยัคฆโส
payackso@gmail.com

ตกผลึกกันเสียทีกับการแยกงานอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการที่เข้าไปอยู่ภายใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาเกือบ 20 ปี มีรัฐมนตรีปีละคนก็ว่าได้ นอกจากจะอุ้ยอ้ายแล้วการศึกษาไทยกลับตกต่ำลงไปเรื่อยๆ เสียเวลาพัฒนาคนจนสังคมวุ่นวาย

กระทรวงการอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีไปแล้วแบบมีเงื่อนไข ดูเหมือนว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเดิมน่าจะปฏิรูปให้เกิดนวัตกร และ นวัตกรรมของชาติตามแนวทางประเทศไทย 4.0 มากกว่า กลับเอาไปรวมกับงานอุดมศึกษาเพื่อสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย 200 แห่ง จะได้ผลมากน้อยเพียงใด เพราะนักวิจัยคงมิได้จำกัดอยู่ที่มหาวิทยาลัยเท่านั้น ภาคเอกชนต่างหากที่ต้องลงทุนสร้างนวัตกรรมของตนเองดังเช่น เกาหลี ญี่ปุ่น หรือในยุโรปและอเมริกา

เงื่อนไขของคณะรัฐมนตรีขอให้ทบทวนและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ว่าควรมีองค์ประกอบของกระทรวงใหม่ให้เหมาะสมกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างไรบ้าง กับทั้งการยกระดับของหน่วยงานวิจัยทั้งหมดให้เป็นระดับชาติ ดูทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ในการสร้างนวัตกรและนวัตกรรมระดับชาติกันจริงจัง

ชาวมหาวิทยาลัยที่เห็นด้วย เพราะหวังจะมีหน่วยงานกำกับดูแลงานวิจัยในมหาวิทยาลัยเป็นการเฉพาะ หวังว่าคงจะได้งบประมาณเพิ่มมากกว่าเดิม แต่ความมุ่งหวังของรัฐบาลต้องการงานวิจัยที่เป็นนวัตกรรมเอาไปใช้ประโยชน์เป็นสมบัติของชาติ เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าระดับนานาขาติได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยจะต้องร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคอุตสาหกรรมเหมือนกับประเทศที่ก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีระดับโลกจึงจะสัมฤทธิ์ผล

เป้าหมายที่สังคมมุ่งหวังมากกว่านั้น คือการจะบริหารจัดการและแก้ไขธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาได้เพียงใด โดยเฉพาะปัญหาสภากับอธิการบดีผลัดกันเกาหลังเพื่อประโยชน์ส่วนตน จนเกิดปัญหาที่ต้องใช้ ม.44 มาจัดระเบียบกันใหม่ แต่การได้ผู้รักษาการจะมาแก้ไขระบบการบริหารของมหาวิทยาลัยได้เพียงใด ยังมองไม่เห็นผลลัพท์ที่แก้ไขได้ เพราะปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาอยู่ที่คนและระบบ ต้องปฏิรูป 2 จุดนี้ให้ได้ หากไม่มีม.44 มาจัดระเบียบเสียแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นในสถาบันอุดมศึกษาของกระทรวงใหม่

ไหนๆจะปฏิรูปการศึกษากันแล้ว น่าจะปรับยุทธศาสตร์เสียใหม่ โดยกระทรวงศึกษาธิการปรับให้เป็นกระทรวง การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดูแลระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้มีคุณภาพดีกว่าไหม สภาการศึกษามีไว้แต่ไม่มีใครฟัง ยิ่งมีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศอยู่แล้ว เอาแนวทางของคณะปฏิรูปการศึกษากับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กำหนดยุทธศาสตร์การศึกษาให้ชัดๆ ให้หน่วยงานเกี่ยวข้องปฏิบัติตาม น่าจะดีกว่า

เคยมีการเรียกร้องให้มีกระทรวงอาชีวะศึกษากันมาบ้าง แต่การศึกษาระดับอาชีวะศึกษา คือการสร้างคนระดับช่างเทคนิคและช่างฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม คล้ายๆกับกระทรวงแรงงานที่มุ่งพัฒนาฝีมือแรงงานระดับต่างๆ และใกล้ชิดกับภาคอุตสาหกรรม ถ้าปรับชื่อใหม่เป็นกระทรวงพัฒนาแรงงานและอาชีวะศึกษาทำนองนี้ เอางานอาชีวะศึกษามารวม ควบคู่ไปกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ที่ทำงานซ้ำซ้อนกันมารวมกันเป็นกรมพัฒนาอาชีพและฝีมือแรงงาน เพื่อยกระดีบฝีมือแรงงานของประเทศ เป็นไปตามความต้องการคนในอนาคต น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นคนไทย 4.0 นั้น มิได้หมายถึงเฉพาะการศึกษาเท่านั้น คงต้องมองทักษะฝีมือและทักษะอาชีพเป็นองค์ประกอบของคนที่จะเข้าไปช่วยพัฒนาชาติแฃละสังคมที่ครบวงจรเมื่อเรียนแล้วเป้าหมายคือทำงานมิใช่ตกงานเตะฝุ่นกันดังในปัจจุบันเป็นการสูญเปล่าสร้างปัญหาสังคม

การปฏิรูปประเทศให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่งและ ยั่งยืนได้นั้น ศูนย์กลางการพัฒนาจึงอยู่ที่การปฏิรูปทรัพยากรมนุษย์ทั้งระบบ หากจะปฏิรูปกันแล้ว ไม่อยากให้เสียของ เพราะคนคงมิใช่เครื่องมือการทดลองที่ล้มเหลวแล้วล้มเหลวอีกต่อไป