ช่วงที่ผ่านมามีโอกาสร่วมเดินทางไปกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.เดินหน้ากระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรองทั้ง 55 จังหวัด ควบคู่การยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการ เพื่อให้ผู้ประกอบการแข็งแรงและเติบโตระยะยาวในเส้นทางเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน เพื่อสร้างาตรฐานสินค้าและบริการโดยเฉพาะการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ให้อยู่ในระดับสากล หวังให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ สำหรับคนไทยและต่างชาติ

ระหว่างทางจากเชียงใหม่

เริ่มต้นเดินทางจากกรุงเทพฯ อย่างสะดวกสบายด้วยสายการบินไทยแอร์เอเชีย ในช่วงเช้าตรู่ของวัน ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงเศษๆ ก็ถึง สนามบินเชียงใหม่ ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจุดหมายแรก ณ อุทยานแห่งชาตอออบหลวง ซึ่งตั้งอยู่ที่ตรงหลักกิโลเมตรที่ 17 ของทางหลวง แผ่นดินหมายเลข 108 คาบเกี่ยวระหว่างตำบลหางดง อำเภอฮอด ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง เป็นช่องแคบเขาขาดที่มีหน้าผาหินขนาบลำน้ำ ทำให้เกิดหุบผาลึก ความลึกของหน้าผาวัดจากสะพาน ออบหลวงถึงระดับน้ำปกติประมาณ 32 เมตร ส่วนแคบสุด 2 เมตร ความยาวของช่องแคบประมาณ 300 เมตร โดยธรรมชาติได้สร้างความน่าพิศวงให้กับแผ่นดินส่วนนี้ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทุกคนไม่ควรพลาด

เส้นทางศึกษาธรรมชาติออบหลวง

ด้วยลักษณะเฉพาะพื้นที่ของ อุทยานแห่งชาตอออบหลวง ที่มีช่องแคบหินขนาดใหญ่ เบื้องล่างมีสายน้ำแม่แจ่ม หรือ แม่น้ำสลักหิน ได้กัดเซาะสลักเสลา จนเกิดรูปร่างลวดลายที่สวยงาม แปลกตา กลายเป็นหุบเขา ที่มีสายน้ำไหลผ่าน ระหว่างทางมีทั้งลานหินและโตรกผาที่ถูกน้ำอันเชี่ยวกรากกัดกร่อนปีแล้วปีเล่า เกิดเป็นหินที่มีลักษณะเป็นลวดลายรูปร่างแปลกตาดูสวยงามเป็นอย่างมาก

อุทยานแห่งชาติออบหลวง

นอกจากนี้ยังมีสะพานเชื่อมช่องเขาขาดสำหรับนักท่องเที่ยว ได้ยืนชมความงดงามของ ทัศนียภาพของออบหลวง โดยภายในบริเวณอุทยานฯ ยังขุดค้นพบแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีทั้งโบราณวัตถุ และหลักฐานทางโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมาก เช่น เครื่องมือหินกระเทาะแกนหินและสะเก็ดหิน ขวานหินขัด ชิ้นส่วน เครื่องประดับและภาชนะสำริด ภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ ที่สำคัญคือ พบโครงกระดูกของมนุษย์ในสมัยยุคสำริด มีอายุระหว่าง 2,500 - 3,500 ปี ก่อนคริสตกาล ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สถานที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่มีทั้งมีกิจกรรมล่องแก่ง เรือยางหรือ ล่องคายัคในลำน้ำแจ่ม รวมถึงกิจกรรมเดินป่าศึกษาธรรมชาติ แหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่ได้ทั้งความรู้ และความสนุกไปพร้อมๆ กันนั้นเอง

ดินแดนก่อนประวัติศาสตร์

ทั้งนี้ นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. กล่าวว่า ในปัจจุบันการท่องเที่ยวมีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาสินค้าใหม่ๆ สู่ตลาดเป้าหมายของแคมเปญนี้ นั้นก็คือ การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าสู่เมืองรองและชุมชน ผลักดันสู่การพัฒนาพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ให้มีความสมดุลในทุกมิติ

ชมสวนสนอันสวยงาม

อีกทั้งในเส้นทางดังกล่าวนี้ถ้าหากพูดถึงป่าสนนักท่องเที่ยวหลายๆ คนจะรู้จัก สวนสนบ่อแก้ว ที่มีทิวทัศน์สวยงามไม่แพ้ที่เกาะนามิ ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ บนเส้นทางสายฮอด-แม่สะเรียง กิโลเมตรที่ 36 อยู่เลยอุทยานแห่งชาติออบหลวงไปประมาณ 22 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ทดลองปลูกสนภูเขาชนิดต่าง ๆ ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำพันธุ์มาจากต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และไต้หวัน เพื่อทดลองหาพันธุ์ที่เหมาะสมมาเป็นไม้เบิกนำ เพื่อปลูกบนป่าเสื่อมโทรมบนดอยทางภาคเหนือ โดยต้นสนที่นำมาปลูกมีอายุกว่า 40 ปี เพราะปลูกในช่วงปี พ.ศ.2509-2510 จำนวนหลายพันต้น เรียงรายเป็นระเบียบบนลานโล่งเตียนด้านหน้า

สวนสนบ่อแก้ว

โดย สวนสนบ่อแก้ว แห่งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจวัตถุดิบเพื่อทำเยื่อกระดาษและเป็นแปลงทดลองปลูกพืชจำนวนสนสามใบ และยูคาลิปตัส ในเนื้อที่ทั้งหมด 2,072 ไร่ ซึ่งอากาศของที่นี่ จะชื้นและเย็นตลอดปี สำหรับช่วงที่น่าไปเที่ยวมากที่สุดคือฤดูหนาว เพราะในยามเช้าจะเห็นม่านหมอกลอยปกคลุมอยู่บริเวณครึ่งบนของลานสน ประจวบกับแสงอาทิตย์ที่ส่องแสงบาง ๆ ลงมา รับรองว่า จะเป็นภาพที่จะอยู่ในความทรงจำของทุกคนไปอีกนานแสนนาน

สวนสนบ่อแก้ว

แวะสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ช่วงบ่ายๆ ของวัน มีโอกาสแวะ วัดจอมทอง หรือ วัดพระธาตุจอมทอง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอแม่สะเรียง ห่างจากอำเภอแม่สะเรียง 1 กิโลเมตร ติดริมถนนเส้นทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่ - แม่สะเรียง - แม่ฮ่องสอน) จะมีทางแยกซ้ายเข้าสู่อำเภอแม่สะเรียง และขับรถไปทางแยกไปวัดจอมทอง (เส้นทางแม่สะเรียง - สบเมย) ซึ่งถนนทางแยกไปวัดจอมทองติดกับวัดจอมแจ้ง ซึ่งพระธาตุจอมทอง ในวัดจอมทอง จะเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สร้างโดยพระฤาษีสี่พี่น้อง ประมาณ พ.ศ.1000 กว่า เพื่อที่จะให้คนชาวเมืองยวมได้มากราบไหว้สักการะบูชา เป็นพระธาตุหนึ่งในสี่จอมคู่บ้านคู่เมืองยวม คอยปกป้องชาวเมืองยวม

วัดพระธาตุจอมทอง

ก่อนตะวันจะคล้อยต่ำลับขอบฟ้า รถตู้ก็พามาถึงจุดหมาย ณ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างเดินทางเข้าที่พัก ได้แวะสักการะ วัดพระธาตุดอยกองมู ซึ่งเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอนมาช้านาน ตั้งอยู่บนดอยกองมู ทางทิศตะวันตกของ ตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเพียง 3 กิโลเมตร แยกจากทางหลวงสาย 108 ตรงบริเวณ อนุสาวรีย์พระยาสิงหนาทราชาขึ้นไปทางซ้ายมือ เป็นทางลาดยางขึ้นภูเขาไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะถึงบริเวณวัดพระธาตุดอยกองมู

พระธาตุดอยกองมู

สำหรับวัดแห่งนี้ เดิมมีชื่อเรียกว่า วัดปลายดอย ประกอบ ด้วยพระธาตุเจดีย์ที่สวยงาม 2 องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดย จองต่องสู่ เมื่อ พ.ศ. 2403 เป็นที่บรรจุพระธาตุของ พระโมคคัลลานะ เถระ ซึ่งนำมา จากประเทศพม่า ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 โดย พระยาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอน คนแรก ซึ่งจากวัดพระธาตุดอยกองมูนี้สามารถมองเห็นภูมิประเทศและสภาพตัวเมืองแม่ฮ่องสอนได้อย่างชัดเจน และสวยงามเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องไม่แปลกนักที่ลักษณะของเจดีย์จะเป็นเจดีย์ทรงเครื่องแบบมอญ บริเวณมุมที่ฐานทั้งสี่จะมีรูปปั้นสิงห์ประดับอยู่ จากประวัติความเป็นมาของพระเจดีย์ทั้งสององค์นี้ จะเห็นได้ว่า วัดพระธาตุดอยกองมูมีความเกี่ยวพันธ์กับประเทศพม่าอยู่มากพอสมควร

จุดชมวิวที่พระธาตุดอยกองมู

สำหรับสัปดาห์หน้า 'ท่องเที่ยวสยามรัฐ' จะพาตระเวณเที่ยวแล่งท่องเที่ยวหลักในเมืองรอง ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งสวยงามไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ แต่อย่างใด ส่วนผู้ที่สนใจเส้นทางท่องเที่ยวดังกล่าวสามารถ แลกเปลี่ยนข้อมูลท่องเที่ยวได้ที่ โทร.0-26221810-18 ต่อ 353,354 และ www.facebook.com/siamrath.travel

โต๊ะท่องเที่ยว เรื่อง/ภาพ
siamtravel58@gmail.com