สัปดาห์นี้ 'กนก กนธี' พาทุกคนไป ชมความสวยงามและไปถ่ายภาพบนสะพานสะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3 ซึ่งเป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยที่หมู่ที่ 1 บ้านห้อม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม กับ สปป. ลาว ที่บ้านเวินใต้ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังทางหลวงหมายเลข 12 ของ สปป. ลาว ขึ้นเหนือไปเชื่อมต่อกับเส้นทางหมายเลข 1 ของประเทศเวียดนามจะสนุกสุดหรรษาเพียงใดสามารถติดตามหาอ่านได้ฉบับนี้

ข้ามแดนไปสปป.ลาว

เมื่อการเปิด สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3 กลายเป็นเส้นทางการคมนาคมขนส่งด้านการค้า และการท่องเที่ยวเชื่อมโยงจากประเทศไทย สปป. ลาว ประเทศเวียดนามและภาคใต้ของประเทศจีน ซึ่งมีความยาวรวม 780 เมตร เป็นศูนย์กลางของเส้นทางการคมนาคม ขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยว เชื่อมโยงจากไทย-ลาว-เวียดนาม-และภาคใต้ประเทศจีน ที่ใกล้ที่สุดจากพรมแดนไทยไปยังเวียดนามและจีน ที่สามารถขนส่งสินค้าจากจีนที่เมืองหนานหนิงมายังประเทศไทยได้เพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3

ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมานโยบายของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท .ได้ร่วมประชุมท่องเที่ยวกับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ เอ็มทีเอฟ ซึ่งเป็นเวทีการประชุมประจำปีที่ให้ประเทศสมาชิกในกลุ่มลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) ได้มาหารือเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน จนทำให้เกิดการเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวระหว่างกันภายในจีเอ็มเอส โดยมีการทำการตลาดร่วมกัน ไม่เน้นขายเป็นประเทศเดียวแต่จะบวกประเทศเพื่อนบ้านเข้าไปด้วย

มุ่งหน้าสู่เมืองวินห์

ดังนั้นฉบับนี้ 'กนก กนธี' จึงพาทุกคนข้ามแดนไปฝั่งสปป. ลาว ลาว ผ่าน สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3 หลังจากทานอาหารเมื่อเช้าที่จังหวัดนครพนม และแวะขอพรเป็นสิริมงคลองค์พญาศรีสัตตนาคราชแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของ จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นที่นับถือของพี่น้องชาวไทยและชาวลาวเป็นที่เรียบร้อย ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ เส้นทางหมายเลข 12 นครพนม - คำม่วน - กวางบิงห์ ระหว่างทางจะมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวลาวให้สัมผัสเป็นระยะ ด้วยเส้นทางดังกล่าวก่อนจะถึงด่านนาเปาของ สปป. ลาว เชื่อมต่อด่านจาลอ ประเทศเวียดนามนั้นใช้เวลาค่อนข้างนานหลายชั่วโมง

พญาศรีสัตตนาคราช

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สีสันระหว่างทางของแขวงคำม่วนจึงดึงดูดความสนใจเป็นอย่างมาก ตั้งแต่สินค้าริมทาง อย่าง ขนมใบป่านที่มีรสชาติคล้ายๆ ขนมเทียนของไทย หรือหม่ำหมู่ หม่ำเนื้ออาหารคาวซึ่งเป็นที่ชื่นชมของผู้คนในละแวกนี้แขวนจำหน่ายกันให้เห็นเป็นแผงเป็นแนว จนรถบางคันต้องชะลอ เพื่อเลือกดูสินค้า ก่อนจะซื้อหาติดไม้ติดมือไว้เป็นเสบียง

สินค้าริมทางสปป.ลาว

สำหรับสภาพเส้นทางที่สัญจร ถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างดี แต่ด้วยพลขับถูกจำกัดด้วยความเร็ว รวมไปถึงพาหนะที่ร่วมถนนต่างเป็นรถบรรทุก ซึ่งปฏิบัติหน้าที่วิ่งเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร จากประเทศจีน มุ่งหน้าสู่เมืองไทยวันละเป็นร้อยคัน อีกทั้งยังมีรถตู้นำเที่ยวจากไทย ไปเวียดนามอีกประมาณ 5-6 คันต่อวัน กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ อ้ายคำรุ่ง โชเฟอร์คู่ใจในทริปนี้ ต้องระแวดระวังเป็นพิเศษ

บริเวณด่านจาลอเวียดนาม

โดยเฉพาะในช่วงการเดินทางจาก ด่านนาเปาของ สปป. ลาว เชื่อมต่อด่านจาลอ ประเทศเวียดนาม เป็นทางลาดชัน ตามเส้นทางภูเขาเจิงเซิง โดยตลอดเป็ระยะทางกว่าหลายสิบกิโลเมตร อีกทั้งยังมีเพื่อนร่วมถนนเป็นรถคันใหญ่ๆ ทำเอาคณะเดินทางต่างนั่งนิ่ง ไม่พูดไม่จา ไปจนถึงด่านจาลอ ของประเทศเวียดนาม ซึ่งกว้างขวาง โอ่อ่า สมกับเป็นด่านที่สำคัญติด 1 ใน 3 ด่านทางบกของประเทศเวียดนามทีเดียว

ซึ่ง บริเวณด่านจาลอ จะมีลานกว้าง และรถเทลเลอร์ลากจูงสินค้าจากไทย และจากเวียดนาม มาแลกเปลี่ยนหัวลากกันที่นี่ มีทั้งสินค้าพืชผลเกษตรกรรมจากจีนและเวียดนามมาไทย และจากไทยไปเวียดนาม เลยไปเข้าประเทศจีนทางด้านเมืองหนานหนิง มลฑลกวางสี เช่น ลองกอง มังคุด เงาะ ทุเรียน เป็นต้น

หลังจากผ่านด่านลาวและเวียดนาม ซึ่งตั้งอยู่บนสันเขาสูงไปแล้ว ต่อไปก็จะเป็นเขตประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นทางลงเขาผ่านความคดโค้งของถนน และสะพานที่สร้างขึ้นใหม่หลายแห่ง ที่มีสภาพดีตลอดทางไปจนถึงพื้นที่ราบจรดเมืองวินห์ ในเขตเวียดนามเมื่อผ่านสี่แยกบ้านดึ๊กโท ข้ามทางรถไฟสายเหนือ-ใต้ และข้ามแม่น้ำกา ซึ่งมีความกว้างพอๆ กับแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงจุดนี้ก็ใกล้จะเข้าสู่เมืองวินห์แล้ว

แวะเยี่ยมบ้านเกิดลุงโฮ

และก่อนจะเดินทางเข้าเมืองวินห์ ยังมีเวลาเหลือพอที่จะแวะเยี่ยมเยียน หมู่บ้านกิมเลียน บ้านเกิดของลุงโฮ หรือโฮจิมินทร์ วีรบุรุษตลอดกาลของชาวเวียดนาม ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองวินห์ ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 14 กิโลเมตร ถามจากไกด์ได้ความว่า คนที่มาเที่ยวที่นี่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นชาวพื้นเมืองและชาวเวียดนาม มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไม่มากนัก โดยภายในหมู่บ้านมีร้านขายของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับลุงโฮหลากหลายชนิด

หมู่บ้านกิมเลียนบ้านเกิดลุงโฮ

จาก หมู่บ้านกิมเลียน ตรงเข้าสู่ เมืองวินห์ ระหว่างทางภาพของเมืองชนบทที่ยังมีทุ่งนาเขียวขจียังปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดสองข้างทาง จนเข้าตัวเมืองวินห์ ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่อันดับสามของเวียดนาม ตั้งอยู่ทางตอนกลางของเวียดนามในจังหวัดเง่ห์ อาน ถูกยกชั้นให้เป็นเมืองเกรดเอ มีความสำคัญเป็นเป็นอันดับสี่ของประเทศรองจาก ไฮฟง ดานัง และ เว้ แต่ด้วยในช่วงทศวรรษที่ 1950 เมืองวินห์บอบช้ำหนักจากการเป็นสมรภูมิเดือดของคนเวียดนามในสงครามการต่อสู้ขับไล่ผู้รุกรานออกจากประเทศ ส่งผลให้ป้อมค่ายโบราณโบราณที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองนี้ถูกถล่มทำลายเสียหายหนัก จนพื้นที่ที่เป็นเมืองแบบเดิมๆเหลือให้เห็นน้อยมาก

หมู่บ้านกิมเลียนบ้านเกิดลุงโฮ

ปัจจุบัน เมืองวินห์ มีสภาพเหมือนเป็นเมืองใหม่ ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง เป็นทางผ่านของคนที่จะขึ้นเหนือไปฮานอยหรือล่องใต้เพื่อไปเมืองเว้ ดานัง และโฮจิมินห์ ซึ่งการเป็นเมืองตรงกลาง ทำให้ เมืองวินห์ กลายเป็นศูนย์กลาง หรือ ฮับของการขนส่ง เป็นจุดเชื่อมระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ และเฉกเช่นเมืองใหญ่ในเวียดนามเกือบทุกที่ ที่มักมีการสร้างอนุสาวรีย์โฮจิมินห์ เพื่อ เป็นการรำลึกถึงผู้นำ วีรบุรุษ หรือแม้แต่บางความรู้สึกที่ยกย่องว่า ลุงโฮ คือ เทพเจ้า ที่ทำให้ประเทศเวียดนามได้ลุกขึ้นหยัดยืนได้อย่างสง่างามภายใต้เสรีภาพอันยิ่งใหญ่

อนุสาวรีย์โฮจิมินห์ใจกลางเมืองวินห์

เพราะฉะนั้นสวนสาธารณะกลางเมืองวินห์ที่มีสนามหญ้าจำนวน 79 แปลงตามอายุของลุโฮ จึงมีอนุสาวรีย์ของคุณลุง ยืนเด่นตระหง่าน ท่ามกลางเสียงแตรรถมอเตอร์ไซค์ที่ดังสนั่นลั่นถนนทั้งกลางวันและกลางคืน สำหรับสัปดาห์หน้า 'กนก กนธี' จะพาทุกคนเดินทางไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจของประเทศเวียดนามตอนเหนือจะเป็นที่ใดนั้นสามารถติดตามหาอ่านได้ในคอลัมน์ สะพายกล้องท่องโลก ของหนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ที่เดียวเท่านั้น

ศูนย์กลางเมืองวินห์

กนก กนธี
siamtravel58@gmail.com