ทวี สุรฤทธิกุล

วาทกรรมทางรัฐศาสตร์มีมากจนตามไม่ทัน

“รัฐพันลึก” ก็เป็นอีกวาทกรรมหนึ่งที่กำลังอยู่ในความสนใจของนักวิชาการและประชาชนจำนวนหนึ่ง นัยว่าเป็นวาทกรรมที่สามารถอธิบายแนวคิดเรื่อง “รัฐซ้อนรัฐ” ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับผู้เขียนที่ก็ร่ำเรียนและสอนวิชารัฐศาสตร์มาพอสมควร แม้จะไม่มีความรู้ลึกซึ้งในเรื่องของรัฐซ้อนรัฐมากนัก ก็อยากจะร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ก่อนที่จะมีคนนำผู้คน “เข้ารกเข้าพง” ไปมากกว่านี้

“รัฐพันลึก” เป็นคำที่ศาสตราจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร แปลจากคำว่า Deep State จากบทความเรื่อง “Thailand’s Deep State : The Royal Power and Constitutional Court (1997 – 2015)” ของเออเชนี เมริโอ อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2559 จากนั้นก็มีนักวิชาการ “ชื่อดัง” หลายคน เช่น เกษียร เตชะพีระ และนิธิ เอียวศรีวงศ์ นำมาวิจารณ์ โดยมีสาระที่ทำให้เข้าใจว่า ประเทศไทยนี้ปกครองในระบอบรัฐซ้อนรัฐมานานแล้ว แต่มาเด่นชัดมากขึ้นในการเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา ที่เรามีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขึ้นในปีนั้น โดยให้มีองค์กรอิสระต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีอำนาจค่อนข้างมาก ในการกำหนดชะตาต่างๆ ของบ้านเมือง เช่น ยุบพรรคการเมือง เอานายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง และการมีอิทธิพลเหนือนักการเมือง รวมถึงที่มีการบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองไทย ดังที่นักวิชาการกลุ่มนี้เรียกว่า “The Bhumibol Consensus”

จากคำแปลของอาจารย์ผาสุกบอกว่า “รัฐพันลึกเหมือนกับรัฐปกติ ที่ไม่ได้เป็นหนึ่งเดียว ภายในรัฐพันลึกก็มีมุ้งต่างๆ แก่งแย่งชิงอำนาจกันอยู่ แต่มีข้อต่างคือ รัฐปกติมองเห็นด้วยตา แต่รัฐพันลึกแฝงหลบอยู่ลึกก้นบึ้ง และไม่ต้องรับผิดชอบกับการกระทำใดๆ จึงเป็นกรอบโครงแบบไม่เป็นทางการ ในการรักษาหรือคงไว้ซึ่งผลประโยชน์ด้านสถาบันของกลุ่มบุคคล ที่มีเป้าประสงค์ร่วมกัน ทั้งผู้ที่อยู่ในรัฐปกติ และที่อยู่ในเครือข่ายนอกรัฐที่จะยึดโยงกันไว้ในการกระทำการ เพื่อเป้าประสงค์ในการรักษาผลประโยชน์ที่ว่านั้น

แนวคิดรัฐพันลึก มักถูกใช้อธิบายกลุ่มอำนาจที่ร่วมกันต่อต้านขบวนการประชาธิปไตย หรือการเมืองเปิดที่ประชาชนในวงกว้างมีส่วนร่วมสูง มักประกอบด้วยกลุ่มทหาร ตำรวจ ตุลาการ ที่มีตำแหน่งหน้าที่บริหารราชการในรัฐปกติอยู่แล้ว แต่ยังร่วมทำกิจกรรมแอบแฝงที่มีอำนาจเหนือรัฐปกติ โดยกระทำการแบบไม่เปิดเผย หรือทำแบบลับๆ รัฐพันลึกสามารถสร้างสถานการณ์ เพื่อสั่นคลอนรัฐปกติ หรือเพื่อนำไปสู่การรัฐประหาร ล้มล้างรัฐปกติ”

ทั้งนี้เกษียร เตชพีระได้นำมาเชื่อมโยงว่า ปรากฏการณ์การชุมนุมทั้งสองครั้งในระยะหลังของประเทศไทย คือการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใน พ.ศ. 2548 – 2549 อันนำมาซึ่งการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2559 กับการชุมนุมของ กปปส. ใน พ.ศ. 2556 – 2557 อันนำมาซึ่งการรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ก็เป็นไปภายใต้การ “กำกับ” หรือ “บงการ” ของพวกรัฐพันลึกที่ได้ “โผล่หัว” ออกมาแสดงตัวตนอย่างเด่นชัดมากขึ้น ดังคำกลอนที่เกษียรยกมาว่า “พันไม่ลึก ใครต่อใครเป็นใครมีใครบ้าง ปรากฏร่างชุมนุมรุมยกโป้ง ผุดซ้ายขวาหน้าหลังทั้งเชื่อมโยง รัฐพันลึกยกโรงโผล่ออกมา”

ยิ่งไปกว่านั้นยังได้มีการนำมาขยายความโดยนิธิ เอียวศรีวงศ์ โดยกล่าวถึงการเขียนรัฐธรรมนูญ 2560 ว่ามีลักษณะคล้ายกันกับการเขียนรัฐธรรมนูญ 2540 ที่เป็นจุดกำเนิดของการสอดแทรกอำนาจของกลุ่มรัฐพันลึกนี้ไว้ภายใต้ข้อกำหนดต่างๆ ของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ที่นิธิแทบจะยกความคิดของเออเชนีมาทั้งหมด โดยบอกว่าพวกองค์กรอิสระทั้งหลาย โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญนี้แหละที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ “ปกป้องคุ้มครอง” ผู้มีอำนาจ และ “ขจัดปัดเป่า” ศัตรูของผู้มีอำนาจนั้นได้อีกด้วย

ผู้เขียนคงจะต้องใช้เวลาศึกษาความคิดของนักวิชาการกลุ่มนี้อีกสักระยะ(ซึ่งก็ไม่ค่อยอยากจะเสียเวลาเท่าไหร่กับเรื่องแนวนี้เท่าไหร่นัก) เพื่อทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งอีกสักเล็กน้อย แต่ในเบื้องต้นเท่าที่ได้อ่านในหน้าเว็บต่างๆ ที่รวบรวมแนวคิดของคนกลุ่มนี้มานำเสนอไว้ ผู้เขียนมีความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความห่วงใยในคนที่กำลังหลงไหลไปตามแนวคิดเหล่านี้ อยู่ 2 – 3 เรื่อง คือ

เรื่องแรก แนวคิดคิดนี้มีแหล่งกำเนิดมาจาก “กลุ่มจำเพาะ” ที่ต่อต้านอำนาจรัฐอยู่ในปัจจุบัน อย่างที่เรียกว่า “นักวิชาการเสื้อแดง” จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่าจะมี “เป้าหมายจำเพาะ” อะไรหรือไม่

เรื่องต่อมา การมุ่งเป้าไปในสถาบันและองค์กรระดับสูง โดยแสดงนัยยะว่าสถาบันและองค์กรเหล่านี้อยู่เบื้องหลังของความวุ่นวายและนำมาสู่การทำรัฐประหาร น่าจะเป็น “เป้าหมายจำเพาะ” ดังกล่าว

และเรื่องสุดท้าย มีการใช้คำให้น่าสนใจ ดึงดูดคนรุ่นใหม่ และเร้าใจเพื่อสร้างกระแสอะไรสักอย่าง โดยเฉพาะ “การรื้อล้างระบบ” อันเป็น “กระบวนทัศน์” ที่นักวิชาการเหล่านี้พยายามแสดงออกมาโดยตลอด

ผู้เขียนไม่ใช่นักรัฐศาสตร์ที่สนใจแนวคิด “โพสต์โมเดิร์น” อะไรมากนัก แต่การที่มีนักวิชาการบางกลุ่มออกมาสร้างวาทกรรมในแนวที่ “ไม่ส่งเสริม” แถมยังเป็นการ “ทำลายล้าง” ระบบที่เป็นแกนหลักต่างๆ ของบ้านเมือง โดยนำเสนอในทำนองว่าเป็น “สิ่งลึกลับ” และชอบ “แอบซ่อน” อยู่ที่ก้นบึ้งของอำนาจรัฐ ที่คอยหาโอกาสแสดงอิทธิพลต่อความเป็นไปของบ้านเมือง ด้วยเล่ห์เพทุบายและผลประโยชน์ชั่วร้ายต่างๆ ดังที่เรียกอำนาจลึกลับเหล่านี้ว่า “รัฐพันลึก” แต่ในแนวทางที่คนกลุ่มนี้ได้อธิบายเชื่อมโยง อาจจะทำให้คนที่มีความรู้ในคำไทยพื้นๆ อย่างผู้เขียน คิดไปไกลๆ ได้ว่าคนกลุ่มนี้อาจจะตั้งใจให้เรียกว่า “รัฐพิลึก” นั้นมากกว่า

หรือว่าเขาต้องการให้สิ่งที่เราเทิดทูนกลายเป็น “ตัวตลก” เพื่อ “ทำลายล้าง” ต่อไป