ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

ในที่สุดเมื่อค่ำวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 เวลา 22.20 นาฬิกากว่าๆ ทีมกู้ภัยจากชาวไทยและชาวต่างชาติได้พบ “หมูป่าอคาเดมี 13 ชีวิต” ที่เนินนมสาวห่างจากหาดพัทยาประมาณ 400 เมตร เนื่องด้วยน้ำท่วมสูง ทั้งนี้ 13 ชีวิตสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี แต่อิดโรยและหิวอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นช่วงแรกที่พบ จึงต้องค่อยๆ ฟื้นฟูร่างกายคล้ายๆ เด็กทารกด้วยการให้วิตามินและอาหารอ่อน ตลอดจนฉีดยาป้องกันเชื้อโรคต่างๆ เนื่องด้วยมิได้ทานอาหารหนักมาหลายวัน

การปฏิบัติการกู้ภัยในครั้งนี้นับว่าเป็น “ปรากฏการณ์” ที่ดังไปทั่วโลก มีการรายงานข่าวจากแทบทุกสำนักข่าวดังๆ ไม่ว่า ซีเอ็นเอ็น เอบีซีจากสหรัฐฯ เอพี รอยเตอร์ ซีซีทีวี แม้กระทั่งจากสปป.ลาว เป็นต้น ตลอดจน “หน่วยงานกู้ภัย” จากนานาชาติที่ร่วมทีมกันกู้ภัยทั้งมาจากอังกฤษ สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สปป.ลาว สวีเดน แม้กระทั่ง “พระสันตะปาปา” จากกรุงวาติกัน ได้ส่งสาสน์สวดมนต์ภาวนาขอให้พบ 13 ชีวิตด้วยเช่นเดียวกัน ตลอดจน “พระครูบาบุญชุ่ม” ที่เดินทางจากสหภาพเมียนมาร์ เรียกว่า “สหสามัคคีปรองดอง!”

ถามว่า “การปฏิบัติการกู้ภัยปรองดอง” กันในครั้งนี้เป็น “ปรากฏการณ์สามัคคี” ของทั้งชาวไทยและชาวโลก ที่ต่างร่วมมือร่วมใจกันทุ่มเทเพื่อช่วยเหลือชีวิต ซึ่งสำคัญที่สุดที่ “ชีวิต” มีความสำคัญมาก เพราะฉะนั้น “บทเรียน” ในครั้งนี้น่าจะสะท้อนถึงความสำคัญของ “ชีวิต” ที่ทุกคนต่างห่วงใยมากที่สุด แต่พอถึงกรณี “การเมือง” ที่มีแต่การเผชิญหน้าจนปะทะและเสียชีวิตกันมากที่สุด เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว มันช่างตรงกันข้ามกันเหลือเกิน เพียง “แค่แย่งอำนาจกันเท่านั้นหรือ?” นั่นคือคำถามสำคัญ!

ถามอีกครั้งว่า “ทำไมคนไทยคิดกันไม่เป็นหรือกับความสำคัญของชีวิต” ทีกับเหตุการณ์ในครั้งนี้กับการช่วยเหลือ 13 ชีวิตที่ทุกคนต่างร้องเฮกันลั่นเมื่อทราบข่าวพร้อมกันว่า “พบแล้ว 13 ชีวิต” ทุกคนน้ำตาไหลน้ำตาซึมกันถ้วนหน้า และก็ต้องถามต่อว่า “ไม่เห็นหน้านักการเมืองซักคนเดียวเลยกับที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย” ในครั้งนี้เลย มีแต่เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยทั้งภาครัฐ ทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร จิตอาสา ภาคเอกชน ประชาชน แต่ไม่มีนักการเมืองเลยแม้แต่คนเดียว...มีแต่เคลื่อนไหวเรื่อง “การดูด!”...เฮ้อ!

ขณะนี้เริ่มค่อยๆ ฟื้นฟู และลำเลียงกันออกมา เนื่องด้วยปัญหาน้ำที่ยังคงท่วมกันอยู่ในถ้ำ ดังนั้นการนำเด็กออกมาก็จำต้องมีการดำน้ำออกมาบ้าง หรือไม่ก็ต้องดึงออกมาจากปล่องบ้าง เพราะฉะนั้นการปฏิบัติการครั้งนี้เราจึงต้องเฝ้าเกาะติดกับเหตุการณ์นี้ไปอีกซักระยะหนึ่ง ตลอดจนขนส่งสู่โรงพยาบาล และค่อยๆฟื้นฟูเด็กจนแข็งแรงสมบูรณ์ในที่สุด

ทั้งนี้ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ นับว่าต้องเป็น “บทเรียน” ที่คนไทยทุกคนต้องจดจำไว้ว่า “การผจญภัยใต้น้ำ” นั้นต้องระมัดระวังและเตรียมตัวกันอย่างไร ประกอบกับต้องตระหนักด้วยว่า “ฤดูไหนเราควรเข้าถ้ำ” โดยเฉพาะ “ฤดูฝน” ที่ไม่ควรเข้าถ้ำเลย เนื่องด้วยอาจเกิดสภาพน้ำป่าไหลหลากได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะถ้าผู้ใดไม่เคยเดินป่าเลยและไม่เคยเข้าถ้ำ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรศึกษารายละเอียดแต่ละถ้ำในประเทศไทย ตลอดจนแต่ละภูมิภาคว่าสภาพถ้ำเป็นอย่างไรพร้อมทั้งสภาพภูมิอากาศและความลึกความหนาของถ้ำ ถ้าเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นจริงๆ แล้วต้องยอมรับความจริงว่า “ความพร้อม” ของหน่วยงานเหล่านี้ยังไม่เคยสำรวจความพร้อมทุกปัจจัยเหล่านี้เลย!

มามองถอยหลังกับการหายตัวไปของ 13 ชีวิตว่าหายไปได้อย่างไร แล้วไปเจออะไรกันบ้าง การเข้าไปติดอยู่ภายในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ในตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ช่วงบ่ายเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ของทั้ง 13 ชีวิตหลังฝึกฟุตบอล โดยนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดเชียงราย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนับร้อยนาย เข้าค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่องท่ามกลางบรรดาผู้ปกครองและญาติของผู้สูญหายมารอคอย และได้มาร่วมกันทำพิธีตามความเชื่อด้วยการไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ประจำถ้ำและตีกลองตามความเชื่อแต่โบราณรวมทั้งนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธี ขอเจ้าแม่นางนอนให้ปกปักรักษาทั้ง 13 คน ให้ปลอดภัยและให้ค้นหาทั้ง 13 คนพบโดยเร็ว ซึ่งการค้นหาของนักประดาน้ำตลอดทั้งวันที่ผ่านมาแม้ฝนจะไม่ตกแต่ปัญหาอุปสรรคในการค้นหาคือน้ำในถ้ำยังสูงและมีสีขุ่นมองไม่เห็นและด้วยความยาวของถ้ำกว่า 8 กิโลเมตร และมีหินงอกหินย้อยบางช่วงแคบมาก อากาศภายในถ้ำมีน้อยและปัญหาความมืดทำให้การค้นหาเป็นไปอย่างยากลำบาก

สำหรับวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ตั้งอยู่ใน เขตป่าสงวนแห่งชาติป่า ดอยนางนอน ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ความสูงจากระดับนำทะเลปานกลาง 453.00 เมตร หน่วยงานที่รับผิดชอบ ป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอนลักษณะเด่นของพื้นที่/ลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ คือเป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ ปากถ้ำเป็นห้องโถงกว้างมากภายในถ้ำจะพบกับความงามของ เกล็ดหินสะท้อนแสง หินงอก หินย้อย ธารน้ำและถ้ำลอด ถ้ำหลวงยังรอคอยความท้าทายการสำรวจจากนักท่องเที่ยวอยู่ตลอดเวลาเพราะสำรวจไปได้ไม่ถึงที่หมายก็ต้องล่าถอยออกมาด้วยพบกับอุปสรรคความยากลำบากภายในถ้ำและยังมีถ้ำเล็กๆอีก 3 แห่งในบริเวณเดียวกัน

ลักษณะปัจจัยแวดล้อมทางกายภาพ สภาพธรณีวิทยานอกถ้ำ ประกอบไปด้วยชั้นหินปูน ที่เกิดอยู่ในยุคคาร์บอนิเฟอรัส (Carboniferous) ต่อยุคเพอร์เมียน (Permian) ซึ่งมีช่วงอายุระหว่าง 345-230 ล้านปี หินที่พบมีทั้งหินปูน (Limesmtone) และหินอ่อน (Marble) สีเทาถึงเทาดำ มีซากบรรพชีวิน (Fossil) สลับด้วยหินดินดาน (Shale) สีเทา ขณะที่ สภาพธรณีวิทยาภายในถ้ำ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูล ระบุว่า เป็นประเภทของถ้ำเขาหลวงเป็นถ้ำกึ่งแห้ง เนื่องจากบางส่วนยังมีการเกิดของหินงอก และหินย้อยอยู่ และบางส่วนแห้งแล้ว อยู่ในพื้นที่วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน มีลักษณะภูมิประเทศแบบหินปูน (Karst topography) และหินอ่อน (Marble) หินยุคนี้อยู่ในช่วงอายุประมาณ 270-320 ล้านปี ปากทางเข้าถ้ำสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 433 เมตร แนวโถงถ้ำมีโถงหลักเพียงโถงเดียว แต่เส้นทางคดเคี้ยว บางช่วงเดินเข้าถึงได้ง่าย บางช่วงมีเพดานต่ำ จนถึงเส้นทางเดินลำบาก ซึ่งการสำรวจ สำรวจจนสิ้นสุดห้องลับแล เนื่องจากทางที่จะไปโถงอื่น ๆ นั้นลำบากมาก พบหลักฐานที่แสดงถึงวิวัฒนาการของถ้ำจำนวนมาก เช่น รอยการไหลของน้ำเป็นริ้วคลื่นปัจจุบัน (Ripple Mark) ระดับพื้นถ้ำเก่า หินถล่มขนาดเล็ก และใหญ่จำนวนมาก รอยแตกแบบมีแรงดึง (Tension Crack) นอกจากนี้ยังพบรอยระดับน้ำ หลุมยุบ และโพรงบริเวณเพดานถ้ำ (Anastomosis) และการแตกออกของผนัง

สำหรับสถิตินักท่องเที่ยว ในช่วงฤดูฝนพื้นที่ถ้ำถูกปิด จำนวนนักท่องเที่ยวที่จะมาที่ถ้ำหลวง จะมาในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง เมษายนเท่านั้น แต่ปรากฏว่า 13 ชีวิตนั้นเดินเข้าถ้ำในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นฤดูฝนพอดี ซึ่งเราก็รู้อยู่ว่า “ฤดูฝนมาแล้ว”...แต่ยังไงก็ตาม เขาทั้ง 13 คนก็มีชีวิตรอด! และขอกราบขอบพระคุณหน่วยซีลและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทุกคน!